KYC (Know Your Customer) คืออะไร
สารบัญ
บทนำ
KYC คืออะไร
ใครเป็นผู้กำกับควบคุมการปฏิบัติตาม KYC
ทำไมเราต้องมี KYC สำหรับวงการคริปโต
KYC มีประโยชน์อย่างไร
KYC และการกระจายศูนย์กลาง (Decentralization)
ข้อโต้แย้งต่อต้าน KYC
ข้อคิดส่งท้าย
KYC (Know Your Customer) คืออะไร
หน้าหลักบทความ
KYC (Know Your Customer) คืออะไร

KYC (Know Your Customer) คืออะไร

มือใหม่
Published Aug 19, 2021Updated Sep 22, 2021
5m

ข้อมูลฉบับย่อ

แบบประเมิน Know Your Customer (KYC) กำหนดให้ผู้ให้บริการทางการเงินระบุและตรวจสอบยืนยันลูกค้าของตน การดำเนินการนี้เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามในการปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านการต่อต้านการฟอกเงิน/การต่อต้านการให้เงินสนับสนุนการก่อการร้าย (AML/CFT) เพื่อต่อสู้กับอาชญากรรมทางการเงินและรับรองการตรวจสอบวิเคราะห์สถานะ (Due Diligence) ของลูกค้า

KYC ต่อต้านกิจกรรมทางอาญาในเชิงรุกด้วยการรวบรวมและตรวจสอบยืนยันข้อมูลลูกค้า การตรวจสอบเหล่านี้ช่วยเพิ่มความไว้วางใจในอุตสาหกรรมและช่วยให้ผู้ให้บริการทางการเงินจัดการความเสี่ยงได้ KYC ได้กลายเป็นกระบวนการที่พบได้บ่อยในตลาดแลกเปลี่ยนสกุลเงินดิจิทัล อย่างไรก็ตาม นักวิจารณ์บางรายกล่าวว่ากระบวนการนี้ส่งผลในทางลบต่อคุณสมบัติการไม่เปิดเผยตัวตนและการกระจายศูนย์กลาง (Decentralization) ที่ขึ้นชื่อของคริปโต


บทนำ

KYC เป็นข้อกำหนดด้านกฎระเบียบทั่วไปที่ผู้ให้บริการทางการเงินจำเป็นต้องปฏิบัติตาม การตรวจสอบเหล่านี้มีจุดประสงค์เพื่อปราบปรามการระดมทุนและการฟอกเงินจากกิจกรรมที่ผิดกฎหมายเป็นหลัก KYC เป็นมาตรการหลักในกฎระเบียบป้องกันการฟอกเงิน ทำให้เป็นเครื่องมือรักษาความปลอดภัยที่สำคัญสำหรับสกุลเงินดิจิทัล สถาบันการเงินและผู้ให้บริการอย่าง Binance ต้องใช้ขั้นตอน KYC ที่รัดกุมมากขึ้นเพื่อปกป้องลูกค้าและทรัพย์สินของพวกเขา


KYC คืออะไร

หากคุณได้เปิดบัญชีกับตลาดแลกเปลี่ยนสกุลเงินดิจิทัล เป็นไปได้ว่าคุณจะต้องทำการตรวจสอบ KYC ให้เสร็จสิ้น KYC กำหนดให้ผู้ให้บริการทางการเงินต้องรวบรวมข้อมูลเพื่อยืนยันตัวตนของลูกค้า ซึ่งอาจเป็นการใช้บัตรประจำตัวที่ออกโดยภาครัฐหรือใบแจ้งยอดธนาคาร เป็นต้น เช่นเดียวกับกฎระเบียบ AML นโยบาย KYC ช่วยต่อต้านการฟอกเงิน การจัดหาเงินทุนเพื่อการก่อการร้าย การฉ้อโกง และการโอนเงินอย่างผิดกฎหมาย
โดยทั่วไปแล้ว KYC จะเป็นแนวทางเชิงรุกมากกว่าเชิงรับ ผู้ให้บริการทางการเงินส่วนใหญ่รวบรวมรายละเอียดของลูกค้าในกระบวนรับผู้ใช้ใหม่ก่อนที่พวกเขาจะสามารถเริ่มทำธุรกรรมทางการเงิน ในบางกรณี ผู้ใช้อาจสามารถใช้งานบัญชีได้โดยไม่ต้องดำเนินกระบวนการ KYC แต่จะมีข้อจำกัดในการใช้งาน ตัวอย่างเช่น Binance อนุญาตให้ผู้ใช้เปิดบัญชี แต่จะจำกัดการเทรดจนกว่าจะดำเนินการ KYC เสร็จสมบูรณ์

เมื่อดำเนินกระบวนการ KYC ระบบอาจขอให้คุณส่งข้อมูล:

  • บัตรประจำตัวที่ออกโดยภาครัฐ

  • ใบขับขี่

  • หนังสือเดินทาง

นอกจากการยืนยันตัวตนของลูกค้าแล้ว ผู้ให้บริการยังต้องยืนยันตำแหน่งและที่อยู่ของลูกค้าด้วย เอกสารระบุตัวตนของคุณจะให้ข้อมูลพื้นฐาน เช่น ชื่อและวันเดือนปีเกิดของคุณ แต่จำเป็นต้องมีข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อระบุถิ่นที่อยู่สำหรับการชำระภาษีของคุณ เป็นต้น คุณอาจจำเป็นต้องทำ KYC ให้เสร็จสมบูรณ์มากกว่าหนึ่งระดับขั้น ผู้ให้บริการทางการเงินมักจะต้องยืนยันตัวตนของลูกค้าเป็นระยะๆ อย่างสม่ำเสมอด้วย


ใครเป็นผู้กำกับควบคุมการปฏิบัติตาม KYC

กฎระเบียบ KYC แตกต่างกันไปในแต่ละประเทศ แต่มีความร่วมมือระหว่างประเทศสำหรับข้อมูลพื้นฐานที่จำเป็น ในสหรัฐอเมริกา กฎหมาย Bank Secrecy Act และกฎหมาย 2001 Patriot Act ได้กำหนดกระบวนการ AML และ KYC ส่วนใหญ่ที่ใช้กันในปัจจุบัน ประเทศในสหภาพยุโรปและเอเชียแปซิฟิกได้พัฒนากฎระเบียบของตนเอง แต่ก็มีเนื้อหาหลายส่วนที่คล้ายกับกฎระเบียบของสหรัฐอเมริกา ระเบียบข้อบังคับว่าด้วยการต่อต้านการฟอกเงินของสหภาพยุโรป (AMLD) และ PSD2 เป็นกรอบการทำงานหลักสำหรับประเทศในสหภาพยุโรป ในระดับโลก หน่วยปฏิบัติการทางการเงิน (Financial Action Task Force: FATF) ประสานงานความร่วมมือข้ามชาติเกี่ยวกับเงื่อนไขด้านกฎระเบียบ


ทำไมเราต้องมี KYC สำหรับวงการคริปโต

เนื่องจากลักษณะการไม่เปิดเผยตัวตนที่แท้จริงของสกุลเงินดิจิทัล คริปโตจึงมักถูกใช้สำหรับการฟอกเงินที่ผิดกฎหมายและการหลีกเลี่ยงภาษี การปรับปรุงกฎระเบียบของสกุลเงินดิจิทัลทำให้ชื่อเสียงวงการคริปโตดีขึ้น และช่วยให้แน่ใจว่ามีการชำระภาษีตามที่กำหนด มีเหตุผลหลัก 3 ประการที่จำเป็นต้องมีการตรวจสอบ KYC ในอุตสาหกรรมสกุลเงินดิจิทัล:

1. ธุรกรรมบล็อกเชนไม่สามารถย้อนกลับได้ ไม่มีผู้ดูแลช่วยเหลือหากคุณทำผิดพลาด หมายความว่าเงินสามารถถูกขโมยหรือโยกย้าย และไม่สามารถเรียกคืนได้

2. คริปโทเคอร์เรนซีมีลักษณะการไม่เปิดเผยตัวตนที่แท้จริง (Pseudonymous) คุณไม่จำเป็นต้องส่งรายละเอียดส่วนบุคคลใดๆ เพื่อเปิด Wallet คริปโต

3. กฎระเบียบในเรื่องภาษีและความถูกต้องตามกฎหมายของคริปโตในหลายประเทศยังมีความไม่แน่นอน

แม้ว่า KYC จะทำให้ต้องใช้เวลาในการเปิดบัญชีนานขึ้น แต่การดำเนินการดังกล่าวก็มีประโยชน์ที่ชัดเจน ลูกค้าทั่วไปอาจไม่รับรู้ถึงผลประโยชน์ต่างๆ อย่างเป็นรูปธรรม แต่ KYC มีผลอย่างมากต่อการรักษาเงินทุนของคุณให้ปลอดภัยและปราบปรามอาชญากรรม


KYC มีประโยชน์อย่างไร

คุณอาจมองไม่เห็นประโยชน์ของ KYC ได้อย่างชัดเจนทั้งหมด อย่างไรก็ตาม KYC ให้ประโยชน์มากกว่าแค่เพียงต่อสู้กับการฉ้อโกง เพราะสามารถช่วยพัฒนาระบบการเงินโดยรวมได้:

1. ผู้ให้กู้สามารถประเมินความเสี่ยงได้ง่ายขึ้น เมื่อทราบถึงตัวตนของลูกค้าและประวัติทางการเงิน กระบวนการนี้นำไปสู่การกู้ยืมและการบริหารความเสี่ยงอย่างมีความรับผิดชอบมากขึ้น

2. ต่อต้านการโจรกรรมข้อมูลประจำตัวและการฉ้อโกงทางการเงินประเภทอื่นๆ

3. เป็นมาตรการเชิงรุกในการลดความเสี่ยงการฟอกเงิน

4. เพิ่มความน่าเชื่อถือ ความปลอดภัย และความรับผิดชอบของผู้ให้บริการทางการเงิน ชื่อเสียงในลักษณะนี้มีผลต่ออุตสาหกรรมการเงินโดยรวมและสามารถส่งเสริมการลงทุนได้

 

KYC และการกระจายศูนย์กลาง (Decentralization)

ตั้งแต่แรกเริ่ม คริปโทเคอร์เรนซีมุ่งเน้นไปที่กระจายศูนย์กลาง (Decentralization) และอิสรภาพจากตัวกลาง ดังที่กล่าวไว้ ทุกคนสามารถสร้าง Wallet และถือคริปโตได้โดยไม่ต้องให้รายละเอียดเกี่ยวกับตัวเอง อย่างไรก็ตาม ด้วยเหตุผลเหล่านี้เอง คริปโตจึงกลายเป็นวิธีการฟอกเงินที่ได้รับความนิยม

รัฐบาลและหน่วยงานกำกับดูแลมักกำหนดให้ตลาดแลกเปลี่ยนตรวจสอบ KYC สำหรับลูกค้าของตน ในขณะที่การบังคับดำเนินการ KYC สำหรับ Wallet คริปโตนั้นเป็นเรื่องยากมาก บริการที่แลกเปลี่ยน Fiat เป็นคริปโตนั้นเหมาะสมสำหรับการตรวจสอบมากกว่า นักลงทุนบางคนสนใจเก็งกำไรสกุลเงินดิจิทัล ส่วนคนอื่นๆ ก็เห็นคุณค่าและประโยชน์ของคริปโตมากขึ้น


ข้อโต้แย้งต่อต้าน KYC

KYC มีประโยชน์ที่ชัดเจน แต่ก็ยังเป็นที่ถกเถียงสำหรับนักวิจารณ์บางคน ข้อโต้แย้งต่อต้าน KYC นั้นพบได้ทั่วไปในโลกของสกุลเงินดิจิทัลเนื่องจากประวัติและที่มาของคริปโต โดยทั่วไป คำวิจารณ์ส่วนใหญ่มักจะเกี่ยวกับปัญหาด้านความเป็นส่วนตัวและค่าใช้จ่าย:

1. มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมที่เกี่ยวข้องกับการตรวจสอบ KYC ซึ่งลูกค้าต้องรับผิดชอบในรูปค่าธรรมเนียม

2. บุคคลบางคนไม่มีเอกสารที่จำเป็นสำหรับการตรวจสอบ KYC หรืออาจไม่มีที่อยู่ที่แน่นอน ทำให้ยากต่อการเข้าถึงบริการทางการเงินบางอย่าง

3. ผู้ให้บริการทางการเงินที่ขาดความรับผิดชอบอาจไม่มีมาตรการรักษาความปลอดภัยของข้อมูล ซึ่งอาจนำไปสู่การแฮ็กที่ทำให้ข้อมูลส่วนตัวของคุณถูกขโมยได้

4. นักวิจารณ์บางคนโต้แย้งว่า KYC ขัดต่อหลักการกระจายศูนย์กลางของสกุลเงินดิจิทัล


ข้อคิดส่งท้าย

กระบวนการ KYC เป็นมาตรฐานอุตสาหกรรมสำหรับบริการทางการเงินและตลาดแลกเปลี่ยนคริปโต ซึ่งถือเป็นฟังก์ชันที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งในการต่อสู้กับการฟอกเงินและอาชญากรรมอื่นๆ การตรวจสอบ KYC อาจดูเหมือนเป็นขั้นตอนที่ลำบากยุ่งยาก แต่ก็มอบการรักษาความปลอดภัยอย่างมาก ในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของมาตรการ AML ในวงกว้าง KYC ช่วยให้คุณสามารถแลกเปลี่ยนคริปโตในตลาดแลกเปลี่ยน เช่น Binance ได้อย่างมั่นใจและมีความปลอดภัยมากขึ้น