สัญญา Perpetual Futures คืออะไร?
สัญญา Perpetual Futures คืออะไร?
หน้าหลักบทความ

สัญญา Perpetual Futures คืออะไร?

ชั้นสูง
Published Jul 15, 2019Updated Jun 2, 2021
7m

สัญญา Futures คืออะไร?

สัญญา Futures หรือสัญญาซื้อขายล่วงหน้าเป็นข้อตกลงในการซื้อหรือขายสินค้าสกุลเงิน หรือตราสารอื่นในราคาที่กำหนดไว้ล่วงหน้า ณ เวลาที่กำหนดในอนาคต

ที่แตกต่างจากตลาด Spot แบบดั้งเดิมคือในตลาด Futures นั้น การซื้อขายจะไม่ ‘ยุติ’ ในทันที แต่คู่สัญญาสองฝ่ายจะเทรดสัญญาซึ่งกำหนดการยุติ ณ วันที่ในอนาคต นอกจากนี้ตลาด Futures ไม่อนุญาตให้ผู้ใช้ซื้อหรือขายสินค้าหรือสินทรัพย์ดิจิทัลโดยตรง แต่พวกเขากำลังซื้อขายสัญญาสำหรับซื้อขายสิ่งเหล่านั้นแทนและการซื้อขายสินทรัพย์ (หรือเงินสด) ที่แท้จริงจะเกิดขึ้นในอนาคต - เมื่อมีการดำเนินการตามสัญญา

ตัวอย่างง่ายๆ ให้พิจารณากรณีของสัญญาซื้อขายล่วงหน้าของสินค้าทางกายภาพเช่นข้าวสาลีหรือทองคำ ในตลาด Futures แบบดั้งเดิมบางแห่ง สัญญาเหล่านี้ถูกทำเครื่องหมายสำหรับการส่งมอบ ซึ่งหมายความว่ามีการส่งมอบสินค้าจริง ด้วยเหตุนี้จึงต้องมีการจัดเก็บและขนส่งทองคำหรือข้าวสาลี ซึ่งก่อให้เกิดต้นทุนเพิ่มเติม (เรียกว่าต้นทุนการขนส่ง) อย่างไรก็ตามขณะนี้ตลาด Futures หลายแห่งมีการชำระเงินสดเป็นการยุติสัญญา ซึ่งหมายความว่าจะมีการชำระเฉพาะมูลค่าเงินสดเทียบเท่าเท่านั้น (ไม่มีการแลกเปลี่ยนสินค้าทางกายภาพ)

นอกจากนี้ ราคาทองคำหรือข้าวสาลีในตลาดซื้อขายล่วงหน้าอาจแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับว่าวันที่ชำระสัญญานั้นอยู่ไกลแค่ไหน ยิ่งช่วงระยะเวลานานขึ้น ต้นทุนการดำเนินการก็จะสูงขึ้น ความไม่แน่นอนของราคาในอนาคตที่มีมากขึ้นและความแตกต่างของราคาที่เป็นไปได้ระหว่างตลาด Spot และ Futures ก็จะมีมากขึ้น


เหตุใดผู้ใช้จึงเทรดสัญญา Futures?

  • การป้องกันความเสี่ยงและการบริหารความเสี่ยง: นี่คือสาเหตุหลักที่ทำให้การซื้อขายล่วงหน้าถูกคิดค้นขึ้น
  • ขายล่วงหน้าได้: นักเทรดสามารถเก็งว่าราคาสินทรัพย์จะลดลง แม้จะไม่มีสินทรัพย์นั้น
  • เลเวอเรจ: นักเทรดสามารถซื้อขายเกินยอดเงินในบัญชีของตนได้ 


สัญญา Perpetual Futures คืออะไร?

สัญญาต่อเนื่อง (Perpetual Contract) เป็นสัญญาซื้อขายล่วงหน้าประเภทพิเศษ แต่ที่แตกต่างจากสัญญาซื้อขายล่วงหน้าในรูปแบบดั้งเดิมก็คือไม่มีวันหมดอายุ ดังนั้นนักเทรดสามารถดำรงสถานะได้นานเท่าที่ต้องการ นอกเหนือจากนั้นการซื้อขายสัญญาต่อเนื่องจะขึ้นอยู่กับราคาดัชนีอ้างอิง ราคาดัชนีประกอบด้วยราคาเฉลี่ยของสินทรัพย์ในตลาด Spot หลักและปริมาณการซื้อขายที่สัมพันธ์กัน

ดังนั้นจึงแตกต่างจากการซื้อขายล่วงหน้าแบบเดิม สัญญาต่อเนื่องมักซื้อขายในราคาที่เท่าเทียมหรือใกล้เคียงกับตลาดซื้อขาย Spot ถึงกระนั้นความแตกต่างที่สำคัญที่สุดระหว่างการซื้อขายล่วงหน้าแบบดั้งเดิมและสัญญาต่อเนื่องคือ ‘วันที่ชำระราคา’ ของสัญญาซื้อขายแบบดั้งเดิม


มาร์จิ้นเริ่มต้นคืออะไร?

มาร์จิ้นเริ่มต้น (Initial Margin) คือมูลค่าขั้นต่ำที่คุณต้องจ่ายเพื่อเปิด Position ที่มีเลเวอเรจ ตัวอย่างเช่นคุณสามารถซื้อ 1,000 BNB โดยมีมาร์จิ้นเริ่มต้น 100 BNB (ที่เลเวอเรจ 10x) ดังนั้นมาร์จิ้นเริ่มต้นของคุณจะเท่ากับ 10% ของคำสั่งซื้อทั้งหมด มาร์จิ้นเริ่มต้นคือสิ่งที่หนุนหลัง Position ที่มีเลเวอเรจของคุณซึ่งทำหน้าที่เป็นหลักประกัน


มาร์จิ้นรักษาคืออะไร?

มาร์จิ้นรักษา (Maintenance Margin) คือจำนวนหลักประกันขั้นต่ำที่คุณต้องรักษาไว้เพื่อให้สถานะการเทรดเปิดอยู่ หากยอดมาร์จิ้นของคุณลดลงต่ำกว่าระดับนี้ คุณจะมีมาร์จิ้นคอล (ขอให้คุณเพิ่มเงินในบัญชีของคุณ) หรือถูกบังคับปิดการเทรด ตลาดแลกเปลี่ยนคริปโทเคอร์เรนซีส่วนใหญ่จะทำอย่างหลัง

กล่าวอีกอย่าง มาร์จิ้นเริ่มต้นคือมูลค่าที่คุณยอมรับเมื่อเปิดการเทรดและมาร์จิ้นบำรุงรักษาหมายถึงยอดคงเหลือขั้นต่ำที่คุณต้องรักษาไว้เพื่อให้สถานะการเทรดเปิดอยู่ต่อไป มาร์จิ้นรักษาเป็นมูลค่าแบบไดนามิกที่เปลี่ยนแปลงไปตามราคาตลาดและยอดเงินในบัญชีของคุณ (หลักประกัน)


Liquidation คืออะไร?

หากมูลค่าหลักประกันของคุณต่ำกว่ามาร์จิ้นรักษา บัญชี Futures ของคุณอาจถูกบังคับให้มีการชำระบัญชี (Liquidation) ใน Binance การชำระบัญชีเกิดขึ้นในรูปแบบที่แตกต่างกันตามความเสี่ยงและเลเวอร์เรจของผู้ใช้แต่ละราย (ขึ้นอยู่กับหลักประกันและความเสี่ยงสุทธิ) ยิ่งตำแหน่งรวมมากเท่าใด มาร์จิ้นที่ต้องมีก็จะยิ่งสูง

กลไกแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับตลาดและแพลตฟอร์มแลกเปลี่ยน แต่ Binance เรียกเก็บค่าธรรมเนียมเล็กน้อย 0.5% สำหรับการชำระบัญชีระดับที่ 1 หรือ Tier 1 Liquidation (มูลค่าสุทธิต่ำกว่า 500,000 USDT) หากบัญชีมีเงินเหลือหลังจากการชำระบัญชี ส่วนที่เหลือจะถูกส่งคืนให้กับผู้ใช้ หากมีน้อยกว่าแสดงว่าผู้ใช้ล้มละลาย

โปรดทราบว่าเมื่อคุณถูกบังคับให้ต้องชำระบัญชี คุณจะต้องจ่ายค่าธรรมเนียมเพิ่มเติม เพื่อหลีกเลี่ยงสิ่งนั้นคุณสามารถปิดสถานะการเทรดของคุณก่อนที่จะถึงราคาที่จะต้องมีการชำระบัญชีหรือเพิ่มเงินทุนเพิ่มเติมในยอดหลักประกันของคุณซึ่งทำให้ราคาที่จะต้องการชำระบัญชีขยับห่างจากราคาตลาดปัจจุบันมากขึ้น


Funding Rate คืออะไร?

Funding Rate เป็นการชำระเงินตามปกติระหว่างผู้ซื้อและผู้ขายตามอัตราในปัจจุบัน เมื่อ Funding Rate สูงกว่าศูนย์ (บวก) นักเทรดที่ Long (ผู้ซื้อตามสัญญา) จะต้องจ่ายเงินนักเทรดที่ Short (ผู้ขายตามสัญญา) ในทางตรงกันข้าม Funding Rate ที่ติดลบหมายความว่าฝ่ายผู้ขายหรือ Short จ่ายเงินให้ฝ่ายผุ้ซื้อหรือ Long

Funding Rate ขึ้นอยู่กับสององค์ประกอบ: อัตราดอกเบี้ยและพรีเมียม ในตลาด Binance Futures อัตราดอกเบี้ยคงที่ 0.03% และพรีเมียมจะแตกต่างกันไปตามความแตกต่างของราคาระหว่างตลาด Futures และตลาด Spot โดย Binance ไม่มีค่าธรรมเนียมสำหรับการโอน Funding Rate เนื่องจากเกิดขึ้นโดยตรงระหว่างผู้ใช้

ดังนั้นเมื่อสัญญา Perpetual Futures ซื้อขายโดยมีพรีเมียม (ราคาสูงกว่าตลาด Spot) ฝ่าย Long จะต้องจ่ายเงินให้ฝ่าย Short เนื่องจาก Funding Rate ที่เป็นบวก สถานการณ์ดังกล่าวคาดว่าจะผลักดันให้ราคาลดลงเนื่องจากฝ่าย Long จะปิดสัญญาและฝ่าย Short จะเปิดสัญญาใหม่


ราคามาร์กคืออะไร?

ราคามาร์ก (Mark Price) คือการประมาณมูลค่าที่แท้จริงของสัญญา (ราคายุติธรรม) เมื่อเทียบกับราคาซื้อขายจริง (ราคาสุดท้าย) การคำนวณราคามาร์กช่วยป้องกันการชำระบัญชีที่ไม่เป็นธรรมซึ่งอาจเกิดขึ้นเมื่อตลาดมีความผันผวนสูง

ดังนั้นในขณะที่ราคาดัชนีเกี่ยวข้องกับราคาของตลาด Spot แต่ราคามาร์กแสดงถึงมูลค่าที่ยุติธรรมของสัญญา Perpetual Futures ใน Binance ราคามาร์กจะขึ้นอยู่กับราคาดัชนีและ Funding Rate และยังเป็นส่วนสำคัญในการคำนวณ PnL ที่ยังไม่เกิดขึ้นจริง


PnL คืออะไร?

PnL ย่อมาจาก Profit and Loss หรือกำไรและขาดทุน อาจเกิดขึ้นจริงแล้วหรือยังไม่เกิดขึ้นก็ได้ เมื่อคุณมี position ที่เปิดอยู่ในตลาด Perpetual Futures ค่า PnL ของคุณจะยังไม่เกิดขึ้นจริง ซึ่งหมายความว่ายังคงมีการเปลี่ยนแปลงตามการเคลื่อนไหวของตลาด เมื่อคุณปิด position ของคุณ ค่า PnL ที่ยังไม่เกิดขึ้นจริงจะกลายเป็น PnL ที่เกิดขึ้นจริงแล้ว (บางส่วนหรือทั้งหมด)

เนื่องจาก PnL ที่เกิดขึ้นจริงหมายถึงกำไรหรือขาดทุนที่เกิดจากการปิด position จึงไม่มีความสัมพันธ์โดยตรงกับราคามาร์ก แต่เป็นราคาที่ดำเนินการตามคำสั่งเท่านั้น ในทางกลับกัน PnL ที่ยังไม่เกิดขึ้นจริงมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาและเป็นตัวขับเคลื่อนหลักในการชำระบัญชี ดังนั้นราคามาร์กจึงถูกใช้เพื่อให้แน่ใจว่าการคำนวณ PnL ที่ยังไม่เกิดขึ้นจริงนั้นถูกต้องและเป็นธรรม


กองทุนประกันคืออะไร?

พูดง่ายๆ กองทุนประกัน (Insurance Fund) เป็นสิ่งที่ป้องกันยอดคงเหลือของนักเทรดฝ่ายที่สูญเสียไม่ให้ต่ำกว่าศูนย์ ในขณะที่เป็นหลักประกันว่าฝ่ายนักเทรดที่ชนะจะได้ผลกำไร

เพื่อเป็นตัวอย่าง สมมติว่าอลิซมีเงิน 2,000 ดอลลาร์ในบัญชี Binance Futures ของเธอซึ่งใช้เพื่อเปิดสถานะ Long 10x BNB ที่ 20 ดอลลาร์ต่อเหรียญ โปรดทราบว่า Alice กำลังซื้อสัญญาจากนักเทรดอื่นไม่ใช่จาก Binance ในอีกฝั่งหนึ่งของการซื้อขายเรามีบ๊อบที่มีสถานะ Short ขนาดเท่ากัน

เนื่องจากเลเวอเรจ 10 เท่า ตอนนี้อลิซมี position 1,000 BNB (มูลค่า 20,000 ดอลลาร์) พร้อมหลักประกัน 2,000 ดอลลาร์ อย่างไรก็ตามหากราคา BNB ลดลงจาก 20 ดอลลาร์เหลือ 18 ดอลลาร์อลิซอาจปิดสถานะของเธอโดยอัตโนมัติ ซึ่งหมายความว่าสินทรัพย์ของเธอจะถูกชำระบัญชีและหลักประกัน 2,000 ดอลลาร์ของเธอหายไปทั้งหมด

หากด้วยเหตุผลใดก็ตาม ระบบไม่สามารถปิดการเทรดของเธอได้ตรงเวลาและราคาตลาดลดลงมากขึ้น กองทุนประกันภัยจะเปิดใช้งานเพื่อให้ครอบคลุมความสูญเสียเหล่านั้นจนกว่าสถานะจะปิด สิ่งนี้จะไม่แตกต่างมากนักสำหรับอลิซเนื่องจากเธอถูกบังคับปิดการเทรดและยอดคงเหลือของเธอเป็นศูนย์ แต่ก็ทำให้มั่นใจได้ว่าบ็อบจะได้รับผลกำไรของเขา หากไม่มีกองทุนประกัน ยอดคงเหลือของอลิซจะไม่เพียงแค่ลดลงจาก 2,000 เหรียญเป็นศูนย์ แต่ยังอาจกลายเป็นลบได้

อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติ สถานะ Long ของเธออาจจะถูกปิดก่อนหน้านั้นเนื่องจากมาร์จิ้นรักษาของเธอจะต่ำกว่าขั้นต่ำที่กำหนด ค่าธรรมเนียมการชำระบัญชีจะส่งตรงไปที่กองทุนประกันและเงินที่เหลือจะถูกส่งคืนให้กับผู้ใช้

ดังนั้นกองทุนประกันจึงเป็นกลไกที่ออกแบบมาเพื่อใช้หลักประกันที่ได้มาจากนักเทรดที่ต้องชำระบัญชีเพื่อชดเชยการสูญเสียของบัญชีที่ล้มละลาย ในสภาวะตลาดปกติ กองทุนประกันจะมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่องเนื่องจากผู้ใช้ถูกชำระบัญชี

สรุปแล้วกองทุนประกันจะมีขนาดใหญ่ขึ้นเมื่อผู้ใช้ถูกชำระบัญชีก่อนที่ตำแหน่งของพวกเขาจะถึงจุดที่เป็นศูนย์ หรือติดลบ แต่ในกรณีที่รุนแรงกว่านั้น ระบบอาจไม่สามารถปิดสถานะทั้งหมดได้และจะใช้กองทุนประกันเพื่อรองรับความสูญเสียที่อาจเกิดขึ้น แม้ว่าจะเป็นเรื่องที่ปกติแล้วไม่เกิดขึ้น แต่สิ่งนี้อาจเกิดขึ้นในช่วงที่มีความผันผวนสูงหรือตลาดมีสภาพคล่องต่ำ


การลดเลเวอเรจอัตโนมัติคืออะไร?

การลดเลเวอเรจอัตโนมัติ (Auto-deleveraging) หมายถึงวิธีการชำระบัญชีของคู่สัญญาที่จะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อกองทุนประกันหยุดทำงาน (ในสถานการณ์พิเศษ) แม้ว่าเหตุการณ์ดังกล่าวจะไม่น่าเป็นไปได้ แต่เหตุการณ์ดังกล่าวกำหนดให้นักเทรดที่ทำกำไรได้มีมอบผลกำไรของตนเพื่อชดเชยการสูญเสียของนักเทรดที่ขาดทุน โชคไม่ดี เนื่องจากความผันผวนที่เกิดขึ้นในตลาดคริปโทเคอร์เรนซีและเลเวอเรจที่สูงที่เสนอให้กับลูกค้าจึงไม่สามารถหลีกเลี่ยงความเป็นไปได้นี้ได้อย่างเต็มที่

กล่าวอีกอย่าง การชำระบัญชีของคู่สัญญาเป็นขั้นตอนสุดท้ายที่ดำเนินการเมื่อกองทุนประไม่สามารถครอบคลุมสถานะที่ล้มละลายได้ทั้งหมด โดยปกติแล้ว position ที่มีผลกำไรสูงสุด (และเลเวอเรจ) คือ position ที่มีส่วนช่วยมากกว่า Binance ใช้ตัวบ่งชี้ที่บอกผู้ใช้ว่าพวกเขาอยู่ในคิวการลดเลเวเรจอัตโนมัติลำดับที่เท่าไหร่

ในตลาด Binance Futures ระบบจะดำเนินการทุกขั้นตอนเพื่อหลีกเลี่ยงการลดเลเวอเรจอัตโนมัติและมีคุณสมบัติหลายอย่างเพื่อลดผลกระทบ การชำระบัญชีของคู่สัญญาหากเกิดขึ้น จะกระทำโดยไม่มีค่าธรรมเนียมการตลาดและจะมีการส่งหนังสือแจ้งไปยังนักเทรดที่ได้รับผลกระทบ ผู้ใช้มีอิสระที่จะเปิด position ใหม่ได้ตลอดเวลา