สัญญา Perpetual Futures คืออะไร
สารบัญ
สัญญา Futures คืออะไร
เหตุใดผู้ใช้จึงเทรดสัญญา Futures?
สัญญา Perpetual Futures คืออะไร
Initial Margin คืออะไร
Maintenance Margin คืออะไร
Liquidation (การบังคับขาย) คืออะไร
Funding Rate คืออะไร
Mark Price คืออะไร
PnL คืออะไร
Insurance Fund คืออะไร
Auto-Deleveraging คืออะไร
สัญญา Perpetual Futures คืออะไร
หน้าหลักบทความ
สัญญา Perpetual Futures คืออะไร

สัญญา Perpetual Futures คืออะไร

ชั้นสูง
Published Jul 15, 2019Updated Sep 9, 2021
7m

สัญญา Futures คืออะไร

สัญญา Futures คือข้อตกลงในการซื้อหรือขายสินค้าโภคภัณฑ์ สกุลเงิน หรือตราสารการเงินด้วยราคาที่กำหนดไว้ล่วงหน้า ณ เวลาที่กำหนดไว้ในอนาคต

ตลาด Futures ต่างจากตลาด Spot แบบดั้งเดิมตรงที่การเทรดจะไม่มีการ 'จ่ายชำระ (Settle)' ในทันที แต่คู่ค้าทั้งสองฝ่ายจะทำการเทรดสัญญาซึ่งระบุวันที่จะมีการจ่ายชำระ (Settlement) ในอนาคต นอกจากนี้ ตลาด Futures ไม่อนุญาตให้ผู้ใช้ซื้อหรือขายสินค้าโภคภัณฑ์หรือสินทรัพย์ดิจิทัลโดยตรง แต่ผู้ใช้จะซื้อขายสัญญาที่เป็นตัวแทนของสิ่งเหล่านั้น และการเทรดสินทรัพย์ (หรือเงินสด) ที่แท้จริงจะเกิดขึ้นในอนาคต ณ เวลาที่มีการดำเนินการตามสัญญา

เราลองมาดูตัวอย่างง่ายๆ โดยใช้กรณีสัญญา Futures สำหรับสินค้าทางกายภาพ เช่น ข้าวสาลีหรือทองคำกัน ในตลาด Futures แบบดั้งเดิมบางแห่ง สัญญาเหล่านี้ถูกระบุไว้เพื่อการส่งมอบ ซึ่งหมายความว่าจะมีการส่งมอบสินค้าโภคภัณฑ์จริง ด้วยเหตุนี้จึงต้องมีการจัดเก็บและขนส่งทองคำหรือข้าวสาลี ซึ่งก่อให้เกิดต้นทุนเพิ่มเติม (เรียกว่าต้นทุนจากค่าใช้จ่ายในการเก็บรักษาหรือ Carrying Cost) อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ตลาด Futures หลายแห่งได้นำ Cash Settlement (การชำระราคาเป็นเงินสด) มาใช้ ซึ่งหมายความว่าจะมีการชำระเฉพาะมูลค่าเงินสดเทียบเท่าเท่านั้น โดยไม่มีการแลกเปลี่ยนสินค้าทางกายภาพ

นอกจากนี้ ราคาทองคำหรือข้าวสาลีในตลาด Futures อาจแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับว่าวันครบกำหนดการจ่ายชำระ (Settlement Date) นั้นอยู่ห่างออกไปแค่ไหน ยิ่งระยะเวลานานขึ้น ต้นทุนในการเก็บรักษา (Carrying Cost) ก็จะสูงขึ้น ราคาในอนาคตก็มีความไม่แน่นอนมากขึ้น และส่วนต่างของราคาระหว่างตลาด Spot กับตลาด Futures ก็เพิ่มมากขึ้น


เหตุใดผู้ใช้จึงเทรดสัญญา Futures?

  • Hedging (การป้องกันความเสี่ยง) และการบริหารความเสี่ยง: ปัจจัยนี้คือสาเหตุหลักที่ทำให้มีการคิดค้นสัญญา Futures ขึ้นมา
  • Short Exposure: นักเทรดสามารถเก็งว่าราคาสินทรัพย์จะลดลง แม้จะไม่มีสินทรัพย์นั้นก็ตาม
  • Leverage: นักเทรดสามารถเข้าสู่ Position ซึ่งมีมูลค่าสูงกว่ายอดคงเหลือในบัญชีของตนได้ ใน Binance ผู้ใช้สามารถซื้อขายสัญญา Perpetual Futures ได้ด้วยเลเวอเรจสูงสุดถึง 20x


สัญญา Perpetual Futures คืออะไร

สัญญา Perpetual เป็นสัญญา Futures แบบพิเศษ ซึ่งแตกต่างจากสัญญา Futures รูปแบบเดิมตรงที่ไม่มีวันหมดอายุ ดังนั้น นักเทรดสามารถอยู่ใน Position ได้นานเท่าที่ต้องการ นอกจากนั้น การซื้อขายสัญญา Perpetual จะขึ้นอยู่กับ Underlying Index Price (ราคาดัชนีอ้างอิง) โดยที่ราคาดัชนี (Index Price) จะประกอบด้วยราคาเฉลี่ยของสินทรัพย์ในตลาด Spot หลักๆ และปริมาณการซื้อขายสัมพัทธ์

ด้วยเหตุนี้ จึงมักมีการเทรดสัญญา Perpetrual ที่ราคาเท่ากับหรือใกล้เคียงกับตลาด Spot มาก ซึ่งเป็นข้อแตกต่างจากสัญญา Futures แบบเดิม แต่ข้อแตกต่างที่ชัดเจนที่สุดระหว่างสัญญา Futures แบบดั้งเดิมกับสัญญา Perpetual คือ การที่สัญญาแบบ Futures ธรรมดานั้นมี 'วันครบกำหนดการจ่ายชำระ (Settlement Date)'


Initial Margin คืออะไร

Initial Margin (Margin เริ่มต้น) คือมูลค่าขั้นต่ำที่คุณต้องจ่ายเพื่อเปิด Position ที่มีเลเวอเรจ ตัวอย่างเช่น คุณสามารถซื้อ 1,000 BNB โดยมี Initial Margin 100 BNB (ที่เลเวอเรจ 10x) ดังนั้น Initial Margin ของคุณจะเท่ากับ 10% ของ Order ทั้งหมด โดยสรุป Initial Margin คือ สิ่งที่ค้ำ Position ที่มีเลเวอเรจของคุณ โดยทำหน้าที่เป็นหลักประกัน (Collateral)


Maintenance Margin คืออะไร

Maintenance Margin คือ มูลค่าหลักประกัน (Collateral) ขั้นต่ำที่คุณต้องรักษาไว้เพื่อให้ Position เปิดอยู่ หากยอดคงเหลือ Margin ของคุณลดลงต่ำกว่าระดับนี้ คุณจะได้รับ Margin Call (ที่ขอให้คุณเพิ่ม Fund ในบัญชี) หรือถูกบังคับขาย (Liquidated) ทั้งนี้ ตลาดแลกเปลี่ยนคริปโทเคอร์เรนซีส่วนใหญ่มักจะดำเนินการอย่างหลัง

กล่าวคือ Initial Margin เป็นมูลค่าที่คุณ Commit เมื่อเปิด Position ขณะที่ Maintenance Margin หมายถึงยอดคงเหลือขั้นต่ำที่คุณต้องรักษาไว้เพื่อให้ Position เปิดอยู่ต่อไป Maintenance Margin เป็นมูลค่าแบบไดนามิกที่เปลี่ยนแปลงไปตาม Market Price (ราคาตลาด) และยอดคงเหลือในบัญชีของคุณ (หลักประกัน)


Liquidation (การบังคับขาย) คืออะไร

หากมูลค่าหลักประกัน (Collateral) ของคุณต่ำกว่า Maintenance Margin บัญชี Futures ของคุณอาจถูกบังคับขายได้ ใน Binance นั้น Liquidation (การบังคับขาย) เกิดขึ้นในรูปแบบที่แตกต่างกันตามความเสี่ยงและเลเวอเรจของผู้ใช้แต่ละราย (ขึ้นอยู่กับหลักประกันและ Net Exposure) ยิ่ง Position รวมมากเท่าไหร่ Margin ที่ต้องมีก็จะยิ่งสูงขึ้นตามไปด้วย

กลไกจะแตกต่างกันออกไปขึ้นกับตลาดและตลาดแลกเปลี่ยน แต่ Binance เรียกเก็บค่าธรรมเนียมเล็กน้อยจำนวน 0.5% สำหรับ Tier 1 Liquidation (Net Exposure ต่ำกว่า 500,000 USDT) หากบัญชีมี Fund เหลือหลังจากการบังคับขาย ส่วนที่เหลือจะถูกส่งคืนให้กับผู้ใช้ หากมีน้อยกว่า จะถือว่าผู้ใช้ล้มละลาย

โปรดทราบว่า เมื่อคุณถูกดำเนินการบังคับขาย คุณจะต้องจ่ายค่าธรรมเนียมเพิ่มเติม เพื่อหลีกเลี่ยงกรณีดังกล่าว คุณสามารถปิด Position ของคุณก่อนที่จะถึงราคาบังคับขาย (Liquidation Price) หรือเพิ่ม Fund ไปยังยอดหลักประกัน (Collateral Balance) ของคุณ เพื่อทำให้ Liquidation Price ขยับห่างจาก Market Price ปัจจุบันมากขึ้น


Funding Rate คืออะไร

Funding ประกอบไปด้วยการชำระเงินเป็นประจำระหว่างผู้ซื้อและผู้ขายตาม Funding Rate ปัจจุบัน เมื่อ Funding Rate มีค่ามากกว่าศูนย์ (เป็นบวก) นักเทรดแบบ Long (ผู้ซื้อสัญญา) จะต้องจ่ายนักเทรดที่ Short (ผู้ขายสัญญา) ในทางตรงข้าม Funding Rate ที่ติดลบหมายความว่า Short Position จะจ่าย Long Position

Funding Rate ขึ้นอยู่กับองค์ประกอบ 2 ข้อ ได้แก่ อัตราดอกเบี้ยและพรีเมียม (Premium) ตลาด Binance Futures มีอัตราดอกเบี้ยคงที่ 0.03% ขณะที่พรีเมียมจะแตกต่างกันไปตามผลต่างของราคาระหว่างตลาด Futures และตลาด Spot ทั้งนี้ Binance จะไม่คิดค่าธรรมเนียมจากการโอน Funding Rate เนื่องจากธุรกรรมนี้เกิดขึ้นระหว่างผู้ใช้โดยตรง

ดังนั้น เมื่อสัญญา Perpetual Futures เทรดด้วยพรีเมียม (สูงกว่าตลาด Spot) Long Position จะต้องจ่ายให้ Short เนื่องจาก Funding Rate ที่เป็นบวก โดยสถานการณ์ดังกล่าวน่าจะผลักดันให้ราคาลดลง เนื่องจากนักเทรด Long ปิด Position ของตน และมีการเปิด Short Position ใหม่ๆ


Mark Price คืออะไร

Mark Price คือมูลค่าโดยประมาณของสัญญา (Fair Price) เมื่อเทียบกับราคาซื้อขายจริง (Last Price) การคำนวณ Mark Price ช่วยป้องกัน Liquidation ที่ไม่เป็นธรรมซึ่งอาจเกิดขึ้นได้เมื่อตลาดมีความผันผวนสูง

ดังนั้น กล่าวได้ว่า Index Price มีความสัมพันธ์กับราคาของตลาด Spot แต่ Mark Price จะแสดงถึงมูลค่าโดยประมาณของสัญญา Perpetual Futures สำหรับ Binance นั้น Mark Price จะขึ้นอยู่กับ Index Price และ Funding Rate และยังถือเป็นส่วนสำคัญของการคำนวณ "Unrealized PnL" อีกด้วย


PnL คืออะไร

PnL ย่อมาจาก Profit and Loss (กำไรและขาดทุน) ซึ่งอาจอยู่ในรูป Realized (ที่รับรู้) หรือ Unrealized (ยังไม่รับรู้) เมื่อคุณเปิด Position ในตลาด Perpetual Futures ค่า PnL ของคุณจะอยู่ในรูป Unrealized ซึ่งหมายความว่ายังสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามการเคลื่อนไหวของตลาด เมื่อคุณปิด Position แล้ว Unrealized PnL จะกลายเป็น Realized PnL (เป็นบางส่วนหรือทั้งหมด)

เนื่องจาก Realized PnL หมายถึงกำไรและการขาดทุนที่เกิดจาก Position ที่ปิดแล้ว ค่านี้จึงไม่มีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับ Mark Price แต่จะเกี่ยวกับราคาที่ดำเนินการ Order เท่านั้น ในทางตรงข้าม Unrealized PnL เปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา และเป็นตัวขับเคลื่อนหลักของ Liquidation (การบังคับขาย) ดังนั้น Mark Price จึงเป็นปัจจัยที่ช่วยให้แน่ใจว่าการคำนวณ Unrealized PnL มีความถูกต้องและเป็นธรรม


Insurance Fund คืออะไร

หากกล่าวง่ายๆ Insurance Fund ก็คือสิ่งที่ป้องกันไม่ให้ยอดคงเหลือของนักเทรดที่กำลังขาดทุนมีค่าต่ำกว่าศูนย์ พร้อมกับรับประกันว่านักเทรดที่ทำผลงานได้ดีนั้นจะได้รับผลกำไร

เราลองมาดูตัวอย่างกัน สมมุติว่า Alice มี $2,000 ในบัญชี Binance Futures ซึ่งเธอใช้เปิด BNB Long Position เลเวอเรจ 10x ที่ราคา $20 ต่อเหรียญ ทั้งนี้ โปรดทราบว่า Alice กำลังซื้อสัญญาจากนักเทรดรายอื่น ไม่ใช่จาก Binance ดังนั้น เราจะสมมติให้คู่เทรดคือ Bob ที่มี Short Position ซึ่งมี Position Size เท่ากัน

และเนื่องจากเลเวอเรจ 10x ทำให้ตอนนี้ Alice ถือครอง Position 1,000 BNB (มูลค่า $20,000) พร้อมกับหลักประกัน (Collateral) $2,000 อย่างไรก็ตาม หากราคา BNB ลดลงจาก $20 เหลือ $18 Position ของ Alice อาจถูกปิดโดยอัตโนมัติ ซึ่งหมายความว่าสินทรัพย์ของเธอจะถูกบังคับขายและเธอจะต้องเสียหลักประกันมูลค่า $2,000 ไปทั้งหมด

หากด้วยเหตุผลใดก็ตามระบบไม่สามารถปิด Position ของเธอได้ทันเวลา และ Market Price ลดลงไปอีก กรณีนี้จะมีการเปิดใช้งาน Insurance Fund เพื่อชดเชยการสูญเสียเหล่านั้นจนกว่า Position จะถูกปิด เหตุการณ์นี้จะไม่ส่งผลต่อ Alice มากนัก เนื่องจากจะมีการบังคับขาย Position ของ Alice และยอดคงเหลือของเธอจะเป็นศูนย์อยู่แล้ว แต่การดำเนินการดังกล่าวสามารถช่วยรับประกันว่า Bob จะได้รับผลกำไรของเขา หากไม่มี Insurance Fund ยอดคงเหลือของ Alice จะไม่เพียงลดลงจาก $2,000 เป็นศูนย์เท่านั้น แต่อาจกลายเป็นติดลบได้

อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติ Long Position ของเธอน่าจะถูกปิดก่อนหน้านั้นเนื่องจาก Maintenance Margin ของ Alice จะต่ำกว่าขั้นต่ำที่กำหนด ทั้งนี้ ค่าธรรมเนียม Liquidation จะเข้าสู่ Insurance Fund โดยตรง และ Fund ที่เหลือใดๆ จะถูกส่งคืนให้กับผู้ใช้

ดังนั้น Insurance Fund คือกลไกที่ออกแบบมาเพื่อใช้หลักประกัน (Collateral) จากนักเทรดที่ถูกบังคับขายเพื่อชดเชยการสูญเสียของบัญชีที่ล้มละลาย ในสภาวะตลาดปกติ Insurance Fund จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เมื่อ Position ของผู้ใช้ถูกบังคับขาย

กล่าวโดยสรุป Insurance Fund จะมีค่ามากขึ้นเมื่อมีการบังคับขายก่อนที่ Position ของผู้ใช้จะถึงจุดที่เท่าทุน (Break-Even)หรือมีมูลค่าติดลบ แต่ในกรณีที่ตลาดอยู่ในสภาวะรุนแรง ระบบอาจไม่สามารถปิด Position ทั้งหมดได้ และจะมีการใช้ Insurance Fund เพื่อชดเชยการสูญเสียที่อาจเกิดขึ้น แม้จะไม่ใช่สถานการณ์ที่พบได้บ่อย แต่กรณีดังกล่าวก็สามารถเกิดขึ้นได้ระหว่างช่วงที่ตลาดมีความผันผวนรุนแรงหรือสภาพคล่องต่ำ


Auto-Deleveraging คืออะไร

Auto-Deleveraging หมายถึงวิธี Counterparty Liquidation ซึ่งจะเกิดขึ้นเฉพาะเมื่อ Insurance Fund หยุดทำงาน (ในสถานการณ์ที่เฉพาะเจาะจง) แม้จะมีโอกาสน้อย แต่เหตุการณ์ดังกล่าวกำหนดให้นักเทรดที่ทำกำไรได้ต้องมอบผลกำไรของตนบางส่วนเพื่อชดเชยการสูญเสียของนักเทรดที่ขาดทุน เนื่องจากความผันผวนในตลาดคริปโทเคอร์เรนซีและบริการที่ให้เลเวอเรจสูง เราจึงไม่สามารถหลีกเลี่ยงความเป็นไปได้ของสถานการณ์นี้ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์

หรือกล่าวคือ Counterparty Liquidation เป็นขั้นตอนสุดท้ายที่จะดำเนินการเมื่อ Insurance Fund ไม่สามารถเข้าหนุน Position ที่ล้มละลายได้ทั้งหมด โดยปกติแล้ว Position ที่มีกำไร (และเลเวอเรจ) สูงสุด คือ Position ที่ต้องช่วยสมทบทุนไปยัง Insurance Fund มากกว่า ทั้งนี้ Binance ใช้อินดิเคเตอร์ที่บอกว่าผู้ใช้อยู่ตำแหน่งใดในคิว Auto-Deleveraging

ในตลาด Futures ของ Binance ระบบจะดำเนินการทุกขั้นตอนที่เป็นไปได้เพื่อหลีกเลี่ยง Auto-Deleveraging และเรายังมีคุณสมบัติหลายอย่างเพื่อลดผลกระทบหากเกิดกรณี Auto-Deleveraging เมื่อ Counterparty Liquidation เกิดขึ้น การดำเนินการดังกล่าวจะไม่มีค่าธรรมเนียมตลาดใดๆ และระบบจะส่งการแจ้งเตือนไปยังนักเทรดที่ได้รับผลกระทบในทันที โดยผู้ใช้สามารถเข้าสู่ Position ใหม่ได้ทุกเวลา