คู่มือแนะนำการซื้อขายใน Binance Futures ฉบับสมบูรณ์
คู่มือแนะนำการซื้อขายใน Binance Futures ฉบับสมบูรณ์
หน้าหลักบทความ

คู่มือแนะนำการซื้อขายใน Binance Futures ฉบับสมบูรณ์

มือใหม่
Published Nov 5, 2019Updated Aug 4, 2021
14m

วิธีเปิดบัญชี Binance Futures

คุณจะต้องมีบัญชี Binance ก่อนที่จะเปิดบัญชี Binance Futures อีกที หากคุณยังไม่มีบัญชีดังกล่าว คุณสามารถไปที่ Binance แล้วคลิก "ลงทะเบียน / Register" ที่มุมบนขวาของหน้าจอ จากนั้นทำตามขั้นตอนต่อไปนี้
  1. ใส่ที่อยู่อีเมลและสร้างรหัสผ่านที่ปลอดภัย หากคุณมี ID การแนะนำ (Referral ID) ให้วางรหัสดังกล่าวในกล่อง ID การแนะนำ หากไม่มีรหัส คุณสามารถใช้ลิงก์แนะนำของเราเพื่อรับส่วนลด 10% สำหรับค่าธรรมเนียมการซื้อขาย Spot/Margin ได้
  2. เมื่อคุณพร้อมแล้ว คลิกที่ "สร้างบัญชี / Create Account"
  3. คุณจะได้รับอีเมลเพื่อยืนยัน โปรดทำตามขั้นตอนในอีเมลนั้นเพื่อลงทะเบียนให้เสร็จสิ้น
จากนั้น เข้าสู่ระบบไปยังบัญชี Binance ของคุณ เลื่อนเมาส์ไปที่แถบด้านบนของหน้าเว็บ แล้วคลิกที่ USD(S)-M Futures


คลิกที่ปุ่ม "เปิดตอนนี้ / Open Now" เพื่อเปิดใช้งานบัญชี Binance Futures ของคุณ เท่านี้ก็เรียบร้อย คุณพร้อมที่จะซื้อขายแล้ว!

หากคุณไม่คุ้นเคยกับการซื้อขายด้วยสัญญา Futures เราขอแนะนำให้ลองอ่านบทความเรื่องสัญญา Forward และ Futures คืออะไร รวมทั้งบทความสัญญา Futures แบบ Perpetual คืออะไร ก่อนเริ่มต้นซื้อขาย
คุณยังสามารถอ่านคำถามที่พบบ่อย (FAQ) เกี่ยวกับ Binance Futures เพื่อดูภาพรวมข้อกำหนดเฉพาะต่างๆ ของสัญญาได้อีกด้วย 
หากคุณต้องการทดลองใช้แพลตฟอร์มโดยไม่ใช้ทุนจริง คุณสามารถลองได้ที่ Binance Futures Testnet 


วิธีเพิ่มเงินไปยังบัญชี Binance Futures ของคุณ

คุณสามารถโอนเงินไปมาระหว่าง Exchange Wallet (Wallet ที่คุณใช้ใน Binance) และ Futures Wallet ได้ (Wallet ที่คุณใช้ใน Binance Futures)
หากคุณยังไม่มีเงินที่ฝากไว้ใน Binance เลย เราขอแนะนำให้อ่านวิธีฝากเงินใน Binance

หากต้องการโอนเงินไปยัง Futures Wallet ให้คลิก "โอน / Transfer" ที่มุมล่างขวาของหน้า Binance Futures


ระบุจำนวนที่คุณต้องการโอน และคลิก "ยืนยันการโอน / Confirm Transfer" คุณจะเห็นยอดคงเหลือเพิ่มไปยัง Futures Wallet ของคุณในไม่ช้า คุณสามารถเปลี่ยนทิศทางของการโอนได้โดยใช้ไอคอนลูกศรคู่ดังที่แสดงไว้ด้านล่าง

นี่ไม่ใช่วิธีเดียวในการเพิ่มเงินไปยัง Futures Wallet ของคุณ คุณยังสามารถใช้เงินใน Exchange Wallet เป็นหลักประกันเพื่อยืม USDT สำหรับการเทรด Futures ได้จากหน้ายอดคงเหลือ Futures Wallet ของคุณ การดำเนินการนี้ทำให้คุณไม่ต้องโอนเงินไปยัง Futures Wallet ของคุณโดยตรง แต่แน่นอนว่าคุณต้องชำระคืน USDT ที่คุณได้กู้ยืมมา


คำแนะนำเกี่ยวกับอินเทอร์เฟซของ Binance Futures


1. ในส่วนนี้ คุณจะเห็นลิงก์ไปยังหน้าอื่นๆ ของ Binance เช่น COIN-M Futures (สัญญา Quarterly), API Access, Spot และ กิจกรรม (Activities) ใต้แท็บ "ข้อมูล / Information" คุณจะเห็นลิงก์ไปยัง Futures FAQ, Funding Rate, Index Price และข้อมูลตลาดอื่นๆ

ทางด้านขวาของบริเวณนี้ คุณสามารถเข้าถึงบัญชี Binance ของคุณได้ ซึ่งรวมถึง "แดชบอร์ด / Dashboard" ของคุณ คุณสามารถดูยอดคงเหลือใน Wallet และ Order ต่างๆ ในระบบนิเวศของ Binance ทั้งหมดได้ง่ายๆ


2. จากเมนูนี้คุณสามารถ:
  • เลือกสัญญาโดยวางเมาส์เหนือชื่อสัญญาปัจจุบัน (BTCUSDT เป็นค่าเริ่มต้น)
  • ตรวจสอบ Mark Price (ราคานี้มีความสำคัญ เนื่องจาก Liquidation หรือการบังคับขายขึ้นอยู่กับ Mark Price)
  • ตรวจสอบ Funding Rate และเวลานับถอยหลังไปยัง Funding Round ครั้งต่อไป
  • ดูแผนภูมิหรือกราฟปัจจุบันของคุณ คุณสามารถสลับระหว่างกราฟแบบดั้งเดิม (Original) หรือ TradingView แบบผสานได้ คุณจะเห็นการแสดง Depth ของ Order Book ได้แบบเรียลไทม์โดยการคลิกที่ Depth
  • ดูข้อมูล Order Book คุณสามารถปรับความแม่นยำของ Order Book ได้ที่เมนูแบบแบบเลื่อนลง (Dropdown) ที่มุมบนขวาของบริเวณนี้ (ค่าเริ่มต้นคือ 0.01)
  • ดูไลฟ์ฟีดของการซื้อขายบนแพลตฟอร์มที่ดำเนินการแล้ว

เมื่อใดก็ตามที่คุณเห็นลูกศรทางมุมล่างขวาของโมดูล กรณีนี้หมายความว่าคุณสามารถเลื่อนและปรับขนาดองค์ประกอบนั้นได้ สิ่งนี้ทำให้คุณสามารถสร้างการจัดรูปแบบอินเทอร์เฟซที่คุณต้องการได้ง่ายๆ!


3. ส่วนนี้ช่วยให้คุณสามารถติดตามกิจกรรมการซื้อขายของตัวเองได้ คุณสามารถสลับเปลี่ยนระหว่างแท็บต่างๆ เพื่อเช็คสถานะปัจจุบันของ Position ของคุณและ Order ที่เปิดอยู่ รวมถึงคำสั่งที่ดำเนินการไปแล้ว คุณยังสามารถดูประวัติการซื้อขายและธุรกรรมต่างๆ (trading and transaction history )อย่างเต็มรูปแบบสำหรับช่วงเวลาหนึ่งๆ ที่คุณต้องการได้อีกด้วย
คุณยังสามารถติดตาม Position ของคุณในคิวการ Deleverage อัตโนมัติได้ใต้ ADL (โดยเฉพาะระหว่างช่วงเวลาที่มี Volatility หรือความผันผวนสูง)


4. บริเวณนี้ช่วยให้คุณสามารถตรวจสอบสินทรัพย์ที่สามารถใช้งานได้ ทำการฝาก และซื้อคริปโตเพิ่มได้ คุณยังสามารถดูข้อมูลที่เกี่ยวกับสัญญาปัจจุบันและ Position ของคุณได้ อย่าลืมให้ความสำคัญกับ Margin Ratio เพื่อหลีกเลี่ยง Liquidation (การบังคับขาย) 

เมื่อคลิก "โอน / Transfer" คุณจะสามารถโอนเงินระหว่าง Futures Wallet ของคุณกับระบบนิเวศของ Binance ที่เหลือได้


5. ส่วนนี้คือฟิลด์ใส่ Order ของคุณ ดูคำอธิบายโดยละเอียดของเราเกี่ยวกับประเภท Order ที่มีให้บริการได้ที่ด้านล่างของบทความนี้ คุณยังสามารถสลับระหว่าง Cross Margin และ Isolated Margin ได้ ปรับเลเวอเลจของคุณโดยการคลิกที่จำนวนเลเวอเลจปัจจุบัน (ค่าเริ่มต้นคือ 20x)


วิธีปรับเลเวอเรจของคุณ

Binance Futures ช่วยให้คุณสามารถปรับเลเวอเลจสำหรับสัญญาแต่ละรายการได้ด้วยตัวเอง หากต้องการเลือกสัญญา ให้ไปที่ด้านบนซ้ายของหน้าเว็บ และวางเมาส์เหนือสัญญาปัจจุบัน (BTCUSDT เป็นค่าเริ่มต้น) 

หากต้องการปรับเลเวอเรจ ให้ไปที่ฟิลด์ใส่ Order และคลิกที่จำนวนเลเวอเลจปัจจุบันของคุณ (ค่าเริ่มต้นคือ 20x) ระบุจำนวนเลเวอเรจโดยการปรับแถบเลื่อน หรือพิมพ์จำนวนที่ต้องการแล้วคลิก "ยืนยัน / Confirm"


ทั้งนี้ ยิ่ง Position มี Size ใหญ่เท่าไหร่ จำนวนเลเวอเรจที่คุณสามารถใช้ได้ก็จะต่ำลงเท่านั้น เช่นเดียวกันนี้ ยิ่ง Position มี Size น้อยเท่าไหร่ เลเวอเรจที่คุณสามารถใช้ได้ก็จะเพิ่มขึ้น

โปรดทราบว่าการใช้เลเวอเรจสูงกว่าจะมีความเสี่ยง Liquidation (การบังคับขาย) สูงขึ้นตามไปด้วย นักเทรดมือใหม่ควรใช้ความระมัดระวังเมื่อพิจารณาจำนวนเลเวอเรจที่ใช้ 


ข้อแตกต่างระหว่าง Mark Price และ Last Price

Binance Futures ใช้ Last Price และ Mark Price เพื่อหลีกเลี่ยง Spike (การเพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก) และ Liquidation (การบังคับขาย) ที่ไม่จำเป็นระหว่างช่วงที่มีความผันผวนสูง

Last Price นั้นเข้าใจได้ง่าย โดยหมายถึงราคาสุดท้าย (Last Price) ที่มีการซื้อขายสัญญา หรือกล่าวได้ว่า การซื้อขายครั้งสุดท้ายในประวัติการซื้อขายนั้นถือว่าเป็น Last Price หรือราคาสุดท้าย ระบบจะใช้ราคานี้เพื่อคำนวณ Realized PnL (กำไรและขาดทุน) ของคุณ

Mark Price ถูกออกแบบมาเพื่อป้องกันการปั่นราคา (Price Manipulation) คำนวณโดยใช้การผสานรวมของข้อมูล Funding และ Basket ข้อมูลราคาจากตลาดแลกเปลี่ยน Spot หลายแห่ง ราคาบังคับขาย (Liquidation Price) และ Unrealized PnL ของคุณจะถูกคำนวณจาก Mark Price

โปรดทราบว่า Mark Price และ Last Price อาจแตกต่างกัน 

เมื่อคุณตั้งประเภท Order ที่ใช้ Stop Price เป็นทริกเกอร์ คุณสามารถเลือกได้ว่าราคาใดที่คุณต้องการใช้เป็นทริกเกอร์ ซึ่งได้แก่ Last Price หรือ Mark Price หากต้องการดำเนินการนี้ ให้เลือกราคาที่คุณต้องการใช้ในเมนู "ทริกเกอร์ / Trigger" แบบเลื่อนลง ซึ่งอยู่ที่ด้านล่างของฟิลด์ใส่ Order


Order ที่มีให้บริการและสถานการณ์ที่ควรใช้

มี Order หลายประเภทที่คุณสามารถใช้ได้บน Binance Futures:


Limit Order

Limit Order คือ Order ที่คุณสามารถวาง (Place) Order ใน Order Book โดยการใช้ Limit Price ในการกำหนดราคาซื้อขายเมื่อคุณวาง Limit Order การซื้อขายจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อ Market Price ถึง Limit Price ของคุณ (หรือดีกว่า) เท่านั้น ดังนั้น คุณสามารถใช้ Limit Order เพื่อซื้อในราคาที่ต่ำกว่า หรือขายในราคาที่สูงกว่า Market Price ปัจจุบันได้


Market Order

Market Order คือ Order เพื่อซื้อหรือขายที่ Current Price (ราคาปัจจุบัน) ที่ดีที่สุด ซึ่งเป็น Order ที่ดำเนินการกับ Limit Order ที่ได้วางไว้ใน Order Book ก่อนหน้านั้น เมื่อวาง Market Order คุณจะต้องจ่ายค่าธรรมเนียมในฐานะ Market Taker


Stop Limit Order

วิธีที่ง่ายที่สุดในการเข้าใจ Stop Limit Order คือการแบ่งเป็น Stop Price และ Limit Price โดย Stop Price คือราคาที่ทริกเกอร์ Limit Order และ Limit Price คือราคาของ Limit Order ที่ถูกทริกเกอร์ ซึ่งหมายความว่าเมื่อถึง Stop Price ของคุณ Limit Order จะถูกส่งไปยัง Order Book ในทันที ในที่นี้หมายความว่าเมื่อราคาในตลาดมาถึงราคา Stop Price ที่เราตั้งไว้ ระบบจะทำการสร้าง Order โดยใช้ราคา Limit Price ที่คุณตั้งไว้ (เมื่อราคาถึง A จะขายราคาที่ B)

แม้ว่า Stop Price และ Limit Price อาจมีค่าเท่ากันได้ กรณีดังกล่าวไม่ใช่ข้อกำหนดที่จำเป็น ความจริงแล้ว อาจปลอดภัยกว่าถ้าคุณตั้ง Stop Price (Trigger Price) ให้สูงกว่า Limit Price เล็กน้อยสำหรับ Order ขาย หรือต่ำกว่า Limit Price เล็กน้อยสำหรับ Order ซื้อ การดำเนินการนี้จะเพิ่มโอกาสให้ Limit Order ของคุณถูก Filled หลังถึง Stop Price


Stop Market Order

Stop Market Order ใช้ Stop Price เป็นทริกเกอร์คล้ายกับ Stop Limit Order อย่างไรก็ตาม เมื่อถึง Stop Price แล้ว จะมีการทริกเกอร์ Market Order แทน หมายความว่าเมื่อเราคาถึงจุด A จะทำการซื้อขายที่ราคาตลาดทันที


Take Profit Limit Order

หากคุณเข้าใจ Stop Limit Order แล้ว คุณก็สามารถเข้าใจ Take Profit Limit Order ได้ง่ายๆ Order นี้มีลักษณะคล้ายกับ Stop Limit Order ตรงที่มี Trigger Price ซึ่งเป็นราคาที่ทริกเกอร์ Order และ Limit Price ซึ่งเป็นราคาของ Limit Order ที่จะถูกเพิ่มไปยัง Order Book ข้อแตกต่างที่สำคัญระหว่าง Stop Limit Order และ Take Profit Limit Order คือ Take Profit Limit Order นี้สามารถใช้ได้เพื่อลด Position ที่เปิดอยู่เท่านั้น 

Take Profit Limit Order สามารถใช้เป็นเครื่องมือที่มีประโยชน์ในการบริหารจัดการความเสี่ยงและล็อคกำไรที่ระดับราคาหนึ่งๆ โดยสามารถใช้ร่วมกับ Order ประเภทอื่นๆ ได้ เช่น Stop Limit Order เพื่อให้คุณสามารถควบคุม Position ของตัวเองได้มากขึ้น

โปรดทราบว่า Order เหล่านี้ไม่ใช่ OCO Order (One Cancels the Other) หรือ Order หนึ่งยกเลิกอีก Order หนึ่ง ตัวอย่างเช่น หากถึง Stop Limit Order ของคุณขณะที่คุณยังมี Take Profit Limit Order ที่ใช้งานอยู่ ในกรณีนี้ Take Profit Limit Order จะยังคงมีผลอยู่จนกระทั่งคุณยกเลิกด้วยตนเอง
คุณสามารถตั้งค่า Take Profit Limit Order ได้ใต้ตัวเลือก Stop Limit ในฟิลด์ใส่ Order


Take Profit Market Order

Take Profit Market Order ใช้ Stop Price เป็นทริกเกอร์คล้ายกับ Take Profit Limit Order อย่างไรก็ตาม เมื่อถึง Stop Price จะมีการทริกเกอร์ Market Order แทน
คุณสามารถตั้งค่า Take Profit Market Order ได้ใต้ตัวเลือก Stop Market ในฟิลด์ใส่ Order


Trailing Stop Order

Trailing Stop Order ช่วยให้คุณล็อคผลกำไรพร้อมกับจำกัดโอกาสการสูญเสียของ Position ที่เปิดอยู่ สำหรับ Long Position กรณีนี้หมายความว่า Trailing Stop จะเคลื่อนขึ้นไปพร้อมกับการปรับตัวขึ้นของราคา อย่างไรก็ตาม Trailing Stop จะหยุดเคลื่อนที่เมื่อราคาปรับตัวลง หากราคาขยับตัวเป็นเปอร์เซ็นต์ที่เฉพาะหนึ่งๆ (เรียกว่า Callback Rate) ไปในทิศทางอื่น ระบบจะออก Sell Order กรณีดังกล่าวจะเกิดขึ้นเช่นเดียวกันสำหรับ Short Position แต่จะเป็นไปในทิศทางตรงข้าม Trailing Stop จะเคลื่อนลงตามตลาด แต่จะหยุดเคลื่อนที่เมื่อราคาเริ่มปรับตัวขึ้น หากราคาขยับตัวเป็นเปอร์เซ็นต์ที่เฉพาะหนึ่งๆ ไปในทิศทางอื่น ระบบจะออก Buy Order

Activation Price คือราคาที่ทริกเกอร์ Trailing Stop Order หากคุณไม่ระบุ Activation Price ค่าเริ่มต้นจะกำหนดเป็น Last Price หรือ Mark Price ปัจจุบัน คุณสามารถกำหนดราคาที่ควรใช้เป็นทริกเกอร์ได้ที่ด้านล่างของฟิลด์ใส่ Order  

Callback Rate ทำหน้าที่กำหนดจำนวนเปอร์เซ็นต์ที่ Trailing Stop จะเคลื่อนที่หรือ "Trail" ไปตามราคา ดังนั้น หากคุณตั้งค่า Callback Rate เป็น 1% Trailing Stop จะเคลื่อนตามราคาในระยะ 1% หากการซื้อขายเป็นไปในทิศทางที่เป็นผลดีกับคุณ หากราคาเคลื่อนที่มากกว่า 1% ในทิศทางตรงกันข้ามกับการซื้อขายของคุณ ระบบจะออก Buy Order หรือ Sell Order (ขึ้นอยู่กับทิศทางการซื้อขายของคุณ)


วิธีใช้โปรแกรมคำนวณของ Binance Futures

ดูวิดีโอสาธิตได้ที่นี่

คุณสามารถใช้โปรแกรมคำนวณได้ที่มุมบนของฟิลด์ใส่ Order เครื่องมือนี้จะช่วยให้คุณคำนวณค่าต่างๆ ก่อนที่จะเข้าสู่ Long หรือ Short Position คุณสามารถปรับแถบเลื่อนเลเวอเรจในแต่ละแท็บเพื่อใช้เป็นพื้นฐานของการคำนวณของคุณได้

โปรแกรมคำนวณมี 3 แท็บ:

  • PNL – ใช้แท็บนี้เพื่อคำนวณ Initial Margin, กำไรและขาดทุน (PnL) และอัตราผลตอบแทน (ROE) ของคุณตาม Entry และ Exit Price รวมทั้ง Size ของ Position ที่ต้องการ
  • Target Price – ใช้แท็บนี้เพื่อคำนวณราคาที่คุณจะต้องได้เพื่อออกจาก Position เพื่อให้ได้ผลตอบแทนตามเปอร์เซ็นต์ที่ต้องการ
  • Liquidation Price – ใช้แท็บนี้เพื่อคำนวณ Liquidation Price หรือราคาที่จะถูกบังคับขายโดยประมาณ โดยคำนวณตามยอดคงเหลือใน Wallet ของคุณ, Entry Price และ Size ของ Position ที่ต้องการ 


วิธีใช้ Hedge Mode

ใน Hedge Mode คุณสามารถถือครอง Position ทั้ง Long และ Short ได้ในเวลาเดียวกันสำหรับสัญญาเดียว แล้วทำไมคุณถึงจะอยากทำเช่นนั้น คำตอบคือในกรณีเช่นคุณอยู่ในช่วงที่ราคา Bitcoin มีลักษณ์ Bullish ในระยะยาว คุณจึงมีสัญญา Long เปิดอยู่ ในเวลาเดียวกัน คุณอาจอยากมี Short Position ในกรอบเวลาที่สั้นกว่า Hedge Mode ช่วยให้คุณดำเนินการนี้ได้ และในกรณีนี้ Short Position ในระยะเวลาสั้นๆ จะไม่ส่งผลกระทบต่อ Long Position ของคุณ

โหมดเริ่มต้นสำหรับ Position คือ One-Way Mode ซึ่งหมายความว่าคุณไม่สามารถเปิด Position ทั้ง Long และ Short ได้ในเวลาเดียวกันสำหรับสัญญาเดียว หากคุณลองดำเนินการดังกล่าว Position จะยกเลิกกันเอง ดังนั้น หากคุณต้องการใช้ Hedge Mode คุณจะต้องเปิดใช้งานด้วยตนเอง โดยวิธีการมีดังต่อไปนี้

  1. ไปที่ด้านขวาบนของหน้าจอแล้วเลือก "การตั้งค่า / Preference"


  2. ไปที่ "โหมด Position / Position Mode" แล้วเลือก "Hedge Mode"

โปรดทราบว่าหากคุณมี Order หรือ Position ที่เปิดอยู่ คุณจะไม่สามารถเปลี่ยนโหมด Position ได้


Funding Rate คืออะไร และจะตรวจสอบได้อย่างไร

Funding Rate ช่วยให้แน่ใจว่าราคาสัญญา Perpetual Futures มีค่าใกล้เคียงกับราคาสินทรัพย์อ้างอิง (Spot) มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ กล่าวคือนักเทรดจ่ายเงินให้กันและกันตาม Position ที่เปิดอยู่ของตน สิ่งที่กำหนดว่าฝ่ายไหนจะได้รับการชำระเงินคือส่วนต่างระหว่างราคา Perpetual Futures และราคา Spot

เมื่อ Funding Rate เป็นบวก Long จะจ่ายให้ Short และเมื่อ Funding Rate เป็นลบ Short จะจ่ายให้ Long

หากคุณต้องการอ่านข้อมูลเพิ่มเติมว่ากระบวนการนี้ทำงานอย่างไร โปรดดูที่บทความสัญญา Perpetual Futures คืออะไร

แล้วสิ่งนี้ส่งผลต่อคุณอย่างไร ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับ Position ที่เปิดอยู่ของคุณและ Funding Rate คุณจะจ่ายหรือได้รับ Funding Payment ใน Binance Futures นั้น Funding Payment เหล่านี้จะจ่ายทุกๆ 8 ชั่วโมง คุณสามารถตรวจสอบเวลาและ Funding Rate โดยประมาณของช่วง Funding ครั้งต่อไปได้ที่ด้านบนของหน้าเว็บ ข้างกับ Mark Price

หากคุณต้องการดู Funding Rate ก่อนหน้านี้สำหรับสัญญาแต่ละรายการ วางเมาส์เหนือ "ข้อมูล / Information" แล้วเลือก "ประวัติ Funding Rate / Funding Rate History"


Post-Only, Time in Force และ Reduce-Only คืออะไร

เมื่อคุณใช้ Limit Order คุณสามารถตั้งค่าคำสั่ง (Instruction) เพิ่มเติมได้พร้อมกับ Order ของคุณ สำหรับ Binance Futures คำสั่งเพิ่มเติมนี้อาจอยู่ในรูป Post-Only หรือ Time in Force (TIF) และคำสั่งเหล่านี้จะระบุลักษณะเพิ่มเติมของ Limit Order ของคุณ คุณสามารถใช้งานได้ที่ด้านล่างของฟิลด์ใส่ Order

Post-Only หมายความว่า Order ของคุณจะถูกเพิ่มไปยัง Order Book ก่อนเสมอ และจะไม่มีทางนำไปใช้กับ Order ที่มีอยู่แล้วใน Order Book กรณีนี้มีประโยชน์เมื่อคุณต้องการจ่ายค่าธรรมเนียม Maker เท่านั้น

คำสั่ง TIF ช่วยให้คุณสามารถระบุระยะเวลาที่ Order ของคุณจะมีผลอยู่ก่อนที่จะถูกดำเนินการ (Executed) หรือหมดอายุ คุณสามารถเลือกหนึ่งในตัวเลือกต่อไปนี้ได้สำหรับคำสั่ง TIF:

  • GTC (Good Till Cancel): Order จะมีผลอยู่จนกระทั่งถูก Filled หรือยกเลิก
  • IOC (Immediate Or Cancel): Order จะดำเนินการในทันที (ทั้งหมดหรือบางส่วน) หากดำเนินการเป็นบางส่วน ส่วนของ Order ที่ Unfilled จะถูกยกเลิก
  • FOK (Fill Or Kill): Order ต้องได้รับการ Filled อย่างสมบูรณ์ในทันที หากไม่เป็นเช่นนั้นจะไม่มีการดำเนินการเลย

หากคุณอยู่ใน One-Way Mode การทำเครื่องหมาย "Reduce-Only" จะทำให้มั่นใจว่า Order ใหม่จะลดลงเท่านั้น และจะไม่มีทางเพิ่ม Position ที่เปิดอยู่ของคุณได้


Position ของคุณจะเสี่ยงต่อการถูกบังคับขายเมื่อใด

Liquidation (การบังคับขาย) เกิดขึ้นเมื่อยอดคงเหลือ Margin ของคุณลดลงต่ำกว่า Maintenance Margin ยอดคงเหลือ Margin คือยอดคงเหลือของบัญชี Binance Futures ของคุณ ซึ่งรวมถึง Unrealized PnL (กำไรและขาดทุน) ด้วย ดังนั้น ผลกำไรและขาดทุนของคุณจะส่งผลให้มูลค่ายอดคงเหลือ Margin เปลี่ยนแปลง หากคุณใช้โหมด Cross Margin ยอดคงเหลือนี้จะแชร์กันระหว่าง Position ต่างๆ ของคุณ หากคุณใช้โหมด Isolated Margin ยอดคงเหลือนี้สามารถจัดสรรไปให้แต่ละ Position ได้

Maintenance Margin คือ มูลค่าขั้นต่ำที่คุณต้องรักษาไว้เพื่อให้ Position เปิดอยู่ ซึ่งจะต่างออกไปตาม Size ของ Position ของคุณ ยิ่ง Position มี Size ใหญ่ Maintenance Margin ขั้นต่ำที่ต้องรักษาไว้ก็ยิ่งสูงขึ้น

คุณสามารถตรวจสอบ Margin Ratio ปัจจุบันของคุณได้ที่มุมล่างขวา หาก Margin Ratio ของคุณถึง 100% Position ของคุณจะถูกบังคับขาย

เมื่อเกิดกรณี Liquidation (การบังคับขาย) Order ของคุณทั้งหมดที่เปิดอยู่จะถูกยกเลิก จะให้ดี คุณควรติดตาม Position ของคุณเพื่อหลีกเลี่ยงการบังคับขายโดยอัตโนมัติ (auto-liquidation) ซึ่งจะมีค่าธรรมเนียมเพิ่มเติม ดังนั้นหาก Position ของคุณใกล้จะถูกบังคับขาย การพิจารณาปิด Position ด้วยตนเองอาจมีประโยชน์แทนที่จะปล่อยให้ถูกบังคับขายโดยอัตโนมัติ


การ Auto-deleveraging คืออะไร และจะส่งผลต่อคุณอย่างไร

เมื่อ Size ของบัญชีของนักเทรดลดลงต่ำกว่า 0 จะมีการใช้ Insurance Fund เพื่อชดเชยการขาดทุนนี้ อย่างไรก็ตาม ในบางกรณีที่สภาพตลาดผันผวนมากเป็นพิเศษ Insurance Fund อาจไม่สามารถรองรับการขาดทุนดังกล่าวได้ และส่งผลให้มีการลด Position ที่เปิดอยู่เพื่อชดเชยการขาดทุนนั้น กรณีนี้หมายความว่าในเวลาเช่นนี้ Position ที่เปิดอยู่ของคุณอาจเสี่ยงต่อการถูกลดด้วย

ลำดับการลด Position เหล่านี้จะกำหนดตามคิว ซึ่งนักเทรดที่ทำกำไรสูงสุดและมีเลเวอเรจสูงสุดจะอยู่คิวแรกๆ คุณสามารถตรวจสอบตำแหน่งปัจจุบันในคิวของคุณได้โดยการวางเมาส์เหนือ ADL ในแท็บ Position



ข้อคิดปิดท้าย

สัญญา Futures เป็นอนุพันธ์ซึ่งสร้างพันธะให้นักเทรดซื้อหรือขายสินทรัพย์ในอนาคต สัญญา Perpetual Future มีข้อแตกต่างจากสัญญา Futures แบบดั้งเดิมคือการที่ไม่มีวันครบกำหนดการจ่ายชำระ (Settlement Date)
อย่างไรก็ตาม ผลิตภัณฑ์ที่เป็นอนุพันธ์ต่างๆ อาจยังเป็นประเด็นที่ทำให้นักเทรดซึ่งด้อยประสบการณ์สับสนได้ ดังนั้น การเข้าใจว่าสัญญาเหล่านี้ทำงานอย่างไรจึงมีความสำคัญมากก่อนที่จะเลือกแบกรับความเสี่ยงทางการเงิน ดังที่กล่าวไปข้างต้น คุณสามารถลองใช้ Binance Futures Testnet เพื่อทดสอบแพลตฟอร์มก่อนได้โดยไม่ต้องเสี่ยงใช้ทุนจริง