คู่มือการเทรดคริปโตเคอร์เรนซีฉบับสมบูรณ์สำหรับมือใหม่
คู่มือการเทรดคริปโตเคอร์เรนซีฉบับสมบูรณ์สำหรับมือใหม่
หน้าหลักบทความ

คู่มือการเทรดคริปโตเคอร์เรนซีฉบับสมบูรณ์สำหรับมือใหม่

มือใหม่
Published Jun 22, 2020Updated Jun 9, 2021
63m

ทำความรู้จักกับการเทรด

การเทรดคือหนึ่งในแนวคิดพื้นฐานทางเศรษฐศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับการซื้อและขายสินทรัพย์ ได้เเก่ สินค้าและบริการที่ผู้ซื้อจ่ายค่าตอบแทนให้กับผู้ขาย ในบางกรณี ธุรกรรมอาจประกอบไปด้วยการแลกเปลี่ยนสินค้าและบริการระหว่างฝ่ายที่ตกลงซื้อขาย

ในบริบทของตลาดการเงิน สินทรัพย์ที่เทรดนั้นจะเรียกว่าตราสารทางการเงิน (Financial Instrument) ซึ่งอาจเป็นหุ้น พันธบัตร คู่สกุลเงินสำหรับตลาด Forex, Option, Futures, ผลิตภัณฑ์ Margin, คริปโตเคอร์เรนซี และอื่นๆ อีกมากมาย ไม่ต้องกังวลไปหากคุณยังไม่คุ้นเคยกับคำศัพท์เหล่านี้ เราจะอธิบายเพิ่มเติมในบทความนี้

คำว่า "เทรด" มักใช้เพื่อกล่าวถึงการซื้อขายระยะสั้น ซึ่งนักเทรดเลือกที่จะเข้าและออกจาก Position อย่างรวดเร็วในช่วงเวลาสั้นๆ อย่างไรก็ตาม ข้อสมมุติฐานนี้ไม่ถูกต้องทั้งหมด จริงๆ แล้ว การเทรดอาจหมายถึงกลยุทธ์ต่างๆ มากมาย เช่น Day Trading, Swing Trading, Trend Trading และอื่นๆ อีกมากมาย แต่ไม่ต้องกังวล เราจะพาไปดูรายละเอียดของกลยุทธ์การเทรดแต่ละประเภทในภายหลัง


ทำความรู้จักกับการลงทุน

การลงทุน (Investing) คือการจัดสรรทรัพยากร (เช่น เงินทุน) โดยหวังสร้างผลกำไร ซึ่งอาจรวมถึงการใช้เงินเพื่อสนับสนุนและเริ่มต้นธุรกิจ หรือซื้อที่ดินเพื่อเป้าหมายที่จะขายต่อในราคาที่สูงขึ้นในอนาคต ในตลาดการเงิน การลงทุนมักจะเกี่ยวข้องกับการลงทุนในตราสารทางการเงิน เพื่อหวังที่จะขายด้วยราคาที่สูงขึ้นในอนาคต

การคาดการณ์ผลตอบแทนคือแนวคิดหลักของการลงทุน (หรือที่รู้จักกันว่า ROI : Return on investment) การลงทุนมักจะอาศัยแนวทางในระยะยาวกว่าเพื่อสะสมทรัพย์ ซึ่งตรงข้ามกับการเทรด เป้าหมายของนักลงทุนคือการสะสมทรัพย์ในระยะยาว (เป็นปีหรือหลายสิบปี) การลงทุนสามารถทำได้หลายวิธี แต่นักลงทุนมักจะเลือกใช้การวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานเพื่อหาโอกาสการลงทุนที่ดี
เนื่องจากวิสัยทัศน์ที่มองไปในระยะยาวนี้ นักลงทุนจึงมักจะไม่กังวลกับการปรับตัวขึ้นลงของราคาในระยะสั้น ดังนั้น พวกเขามักจะดำเนินการแบบ Passive โดยไม่กังวลมากนักกับการสูญเสียในระยะสั้น


ความแตกต่างระหว่างการเทรดและการลงทุน

ทั้งนักเทรดและนักลงทุนต่างก็ต้องการสร้างผลกำไรในตลาดการเงิน แต่วิธีก้าวไปสู่เป้าหมายของทั้งคู่นั้นแตกต่างกันเป็นอย่างมาก

โดยทั่วไปแล้ว นักลงทุนมองหาช่องทางสร้างผลตอบแทนในระยะยาว ซึ่งอาจเป็นปีหรือหลายสิบปีเลยทีเดียว เนื่องจากนักลงทุนมีระยะเวลาสร้างผลตอบแทนนานกว่า ผลตอบแทนที่ตั้งเป้าไว้สำหรับแต่ละการลงทุนจึงมักจะมีจำนวนมากกว่าเช่นกัน 
ในทางตรงกันข้าม นักเทรดมักจะพยายามใช้โอกาสจากความผันผวนของตลาด โดยจะเข้าและออกจาก Position ให้บ่อยขึ้นแต่ผลตอบแทนที่แต่ละครั้งน้อยกว่า (โดยนักเทรดมักทำการเทรดหลายรายการ)

แล้วการลงทุนหรือการเทรดดีกว่ากัน? สิ่งไหนเหมาะกับคุณมากกว่า? เรื่องนี้คุณต้องเป็นผู้ตัดสินใจเอง คุณต้องเรียนรู้จากประสบการ์ณของตัวเองจึงจะรู้ได้ว่าการลงทุนหรือการเทรดเหมาะสมกับคุณ เมื่อเวลาผ่านไป คุณจะสามารถระบุได้ว่าสิ่งใดเหมาะกับเป้าหมายทางการเงิน สไตล์ และโปรไฟล์การเทรดของคุณมากกว่ากัน


ลองดูราคา Bitcoin (BTC) ล่าสุดในขณะนี้


การวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน (Fundamental Analysis: FA) คืออะไร

การวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน คือ วิธีการประเมินมูลค่าของสินทรัพย์การเงิน นักการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานจะศึกษาทั้งปัจจัยทางเศรษฐศาสตร์และปัจจัยทางการเงินเพื่อระบุว่ามูลค่าของสินทรัพย์นั้นๆ มีความเหมาะสมหรือไม่ ซึ่งอาจรวมถึงประเด็นทางเศรษฐกิจมหภาค เช่น สภาพของเศรษฐกิจโดยรวม สภาพของอุตสาหกรรม หรือธุรกิจที่เชื่อมโยงกับสินทรัพย์ (หากมี) และการดำเนินการนี้มักอ้างอิงจากตัวชี้วัดนำและตัวชี้วัดตาม (Leading และ Lagging Indicator) ทางเศรษฐกิจมหภาค
เมื่อวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน (fundamental analysis)เรียบร้อยแล้ว นักวิเคราะห์ตั้งเป้าที่จะระบุว่าสินทรัพย์ได้รับการตีราคาต่ำเกินไปหรือตีราคาสูงเกินไป นักลงทุนสามารถใช้บทสรุปนี้ประกอบการตัดสินใจลงทุนได้
ในกรณีของคริปโตเคอร์เรนซี การวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานอาจรวมไปถึงวิทยาการข้อมูล (Data Science) ที่เกี่ยวกับข้อมูลบล็อกเชนสาธารณะที่เรียกว่า On-Chain Metrics ทั้งนี้ เมตริกดังกล่าว ได้เเก่ Hash Rate ของ Network, ผู้ถือสินทรัพย์อันดับต้นๆ, จำนวน Address, การวิเคราะห์ธุรกรรม และอื่นๆ อีกมากมาย การใช้ข้อมูลที่มีอยู่มากมายเกี่ยวกับบล็อกเชนสาธารณะสามารถช่วยให้นักวิเคราะห์สร้างตัวชี้วัดหรืออินดิเคเตอร์ทางเทคนิคอันซับซ้อนเพื่อวัดประสิทธิภาพด้านต่างๆ ของสภาพโดยรวมของ Network ได้
แม้ว่าการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานจะใช้กันอย่างกว้างขวางในตลาดหุ้นหรือ Forex แต่การวิเคราะห์นี้มีความเหมาะสมน้อยกว่าสำหรับคริปโตเคอร์เรนซี กลุ่มสินทรัพย์ประเภทนี้ยังใหม่มาก ส่งผลให้ไม่มีกรอบแนวคิดที่เป็นมาตรฐานและครอบคลุมสำหรับการประเมินมูลค่าของตลาด ยิ่งไปกว่านั้น ส่วนใหญ่แล้วตลาดคริปโตจะถูกขับเคลื่อนด้วยการเก็งกำไรและเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับตลาด ดังนั้น ปัจจัยพื้นฐานมักจะส่งผลเพียงเล็กน้อยเท่านั้นต่อราคาของคริปโตเคอร์เรนซี อย่างไรก็ตาม อาจมีการพัฒนาวิธีประเมินมูลค่าของสินทรัพย์คริปโตที่แม่นยำมากขึ้นในอนาคตเมื่อตลาดเติบโตขึ้น


การวิเคราะห์ทางเทคนิค (Technical Analysis: TA) คืออะไร

นักวิเคราะห์ทางเทคนิคใช้แนวทางที่ต่างออกไป แนวคิดหลักที่อยู่เบื้องหลังการวิเคราะห์ทางเทคนิค คือ Price Action (การเคลื่อนไหวของราคา) ในอดีตที่อาจบอกถึงแนวโน้มของตลาดในอนาคต

นักวิเคราะห์ทางเทคนิคไม่ได้พยายามหามูลค่าที่แท้จริงของสินทรัพย์ แต่จะดูที่กิจกรรมการซื้อขายในอดีตเพื่อพยายามหาโอกาสจากข้อมูลดังกล่าว ซึ่งอาจรวมไปถึงการวิเคราะห์ Price Action และปริมาณ รูปแบบกราฟ การใช้อินดิเคเตอร์ทางเทคนิค และเครื่องมือสร้างกราฟต่างๆ อีกมากมาย เป้าหมายของการวิเคราะห์ประเภทนี้คือการประเมินจุดแข็งและจุดอ่อนของตลาดหนึ่งๆ
อย่างไรก็ตาม การวิเคราะห์ทางเทคนิคไม่ใช่เครื่องมือในการคาดการณ์ความเป็นไปได้ของการเคลื่อนไหวของราคาในอนาคตเท่านั้น หากแต่ยังเป็นกรอบแนวคิดที่มีประโยชน์สำหรับการบริหารความเสี่ยงอีกด้วย เนื่องจากการวิเคราะห์ทางเทคนิคเป็นโมเดลสำหรับการวิเคราะห์โครงสร้างตลาด ข้อมูลดังกล่าวจึงทำให้การจัดการเทรดมีความชัดเจนขึ้นและวัดผลได้ ในบริบทนี้ การประเมินความเสี่ยงถือเป็นก้าวแรกในการจัดการความเสี่ยงดังกล่าว ซึ่งเป็นเหตุผลว่าทำไมนักวิเคราะห์ทางเทคนิคบางรายอาจไม่ถือว่าเป็นนักเทรดโดยตรง พวกเขาอาจใช้การวิเคราะห์ทางเทคนิคเพื่อเป็นกรอบแนวคิดสำหรับการบริหารจัดการความเสี่ยงเท่านั้น
เราสามารถนำการวิเคราะห์ทางเทคนิคไปใช้กับตลาดการเงินใดๆ ก็ได้ และยังมีการใช้อย่างกว้างขวางในหมู่นักเทรดคริปโตเคอร์เรนซี แต่การวิเคราะห์ทางเทคนิคทำงานอย่างไร เราได้กล่าวไปแล้วว่าการประเมินมูลค่าตลาดคริปโตเคอร์เรนซีนั้นขึ้นอยู่กับการเก็งกำไร ซึ่งทำให้เหมาะสำหรับนักวิเคราะห์ทางเทคนิค เนื่องจากพวกเขาสามารถดำเนินการได้ผลดีด้วยการพิจารณาเพียงปัจจัยทางเทคนิคเท่านั้น


การวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน vs การวิเคราะห์ทางเทคนิค (Fundamental analysis vs. technical analysis) – วิธีไหนดีกว่ากัน

คำตอบนี้ขึ้นอยู่กับกลยุทธ์การเทรดของคุณ คุณต้องลองใช้การวิเคราะห์ทั้งสองแบบดู วิธีการวิเคราะห์ตลาดจะสามารถทำได้ดีกว่าเมื่อใช้ผสมกับวิธีการหรืออินดิเคเตอร์อื่นๆ แนวทางนี้ทำให้มีโอกาสมากขึ้นในการมองหาโอกาสการลงทุนที่น่าเชื่อถือ การผสมผสานกลยุทธ์การเทรดหลายๆแบบยังสามารถช่วยกำจัดอคติหรือความลำเอียงจากกระบวนการตัดสินใจของคุณได้

บางครั้งเราเรียกแนวคิดการเทรดลักษณะนี้ว่า Confluence นักเทรด Confluence จะผสานรวมกลยุทธ์ที่ได้ผลของแต่ละอันเข้าไว้ด้วยกันเพื่อใช้เป็นจากกลยุทธ์แนวความคิดนี้คือการรวมโอกาสในการเทรดต่างๆอาจดีกว่าที่ได้มาจากกลยุทธ์เดียว


หากคุณกำลังมองหาช่องทางเทรดคริปโตเคอร์เรนซี ซื้อ Bitcoin ได้เลยที่ Binance!


ปัจจัยที่ขับเคลื่อนตลาดการเงินคืออะไร

ราคาของสินทรัพย์นั้นถูกกำหนดโดยความสมดุลระหว่างอุปสงค์และอุปทาน หรือกล่าวได้อย่างว่าราคาถูกกำหนดโดยผู้ซื้อและผู้ขาย ตลาดจะเกิดขึ้นเมื่อเมื่ออุปทานมาบรรจบกับอุปสงค์ แต่มีปัจจัยใดอีกบ้างที่ขับเคลื่อนมูลค่าของสินทรัพย์ทางการเงิน?

ดังที่กล่าวไปแล้วข้างต้น อาจมีปัจจัยที่เกี่ยวข้องอย่างปัจจัยพื้นฐาน เช่น สภาวะของเศรษฐกิจ นอกจากนี้ อาจมีปัจจัยทางเทคนิค เช่น มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (Market Capitalization) ของคริปโตเคอร์เรนซี และยังอาจมีปัจจัยอื่นๆ ที่ต้องพิจารณาอีก เช่น อารมณ์ตลาด (Market Sentiment) หรือข่าวสารเหตุการณ์ล่าสุด

อย่างไรก็ตาม สิ่งเหล่านี้เป็นเพียงปัจจัยให้พิจารณาเท่านั้น สิ่งที่กำหนดราคาจริงของสินทรัพย์ในช่วงเวลาหนึ่งๆ คือความสมดุลระหว่างอุปสงค์และอุปทาน


แนวโน้มตลาด (Market Trend) คืออะไร

แนวโน้มตลาด (Market Trend) คือแนวโน้มทิศทางโดยรวมของราคาสินทรัพย์ในการวิเคราะห์ทางเทคนิค (Technical analysis)นั้น แนวโน้มตลาดมักจะระบุโดยใช้ Price Action, Trend lines (เส้นแนวโน้ม ), หรือแม้แต่ Moving Average (เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่) ที่สำคัญ
โดยทั่วไปแล้ว มี Market Trends (แนวโน้มตลาด)สองประเภทหลักๆ ซึ่งได้แก่ Bull (ขาขึ้น) และ Bear (ขาลง) Bull Market (ตลาดกระทิงหรือตลาดขาขึ้น) คือแนวโน้มขาขึ้นที่ราคาสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง Bear Market (ตลาดหมีหรือตลาดขาลง) คือแนวโน้มขาลงที่ราคาลดลงอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ เรายังสามารถระบุ Consolidation หรือตลาด “Sideways” ที่ไม่มีทิศทางแนวโน้มชัดเจนได้


Bitcoin อยู่ใน Bull Market (ตลาดกระทิงหรือตลาดขาขึ้น) มาตลอดตั้งแต่ถือกำเนิดมา


ทั้งนี้ ควรทราบว่า Market trends (แนวโน้มตลาด) ไม่ได้หมายความว่าราคาจะไปในทิศทางเดียวกับแนวโน้มเสมอ Bull Market ระยะยาวจะมีแนวโน้มขาลงสั้นๆ อยู่ในนั้นด้วย และ Bear Market ก็จะมีช่วงแนวโน้มขาขึ้นได้เช่นเดียวกัน นี่คือธรรมชาติของ Market trendsสิ่งนี้อยู่ที่มุมมองของคุณ เนื่องจากจะขึ้นอยู่กับกรอบเวลาที่คุณทำการสังเกต Market trends Market trends ในกรอบเวลาที่ยาวกว่าจะมีนัยสำคัญมากกว่ากรอบเวลาที่สั้นกว่าเสมอ
สิ่งที่แปลกสำหรับ market trends ก็คือ เราจะสามารถระบุได้อย่างถูกต้องชัดเจนก็ต่อเมื่อเวลาผ่านไปแล้วเท่านั้น คุณอาจเคยได้ยินแนวคิดเรื่อง Hindsight Bias (อคติที่เกิดจากการมองเหตุการณ์ย้อนหลัง) ซึ่งหมายถึงแนวโน้มที่ผู้คนมักจะหลอกตัวเองว่าได้คาดการณ์เหตุการณ์หนึ่งไว้อย่างแม่นยำก่อนที่จะเกิดขึ้น คุณคงเห็นได้ว่า Hindsight Bias นี้สามารถส่งผลกระทบอย่างมากต่อการระบุแนวโน้มตลาดและการตัดสินใจเทรดได้


วัฏจักรตลาด (Market Cycle) คืออะไร

คุณอาจเคยได้ยินคำพูดที่ว่า “ตลาดเคลื่อนที่เป็นวัฏจักร” วัฏจักรคือแบบแผนหรือแนวโน้มที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาต่างๆ โดยทั่วไปแล้ว วัฏจักรตลาดในกรอบเวลาที่ยาวกว่าจะสามารถเชื่อถือได้มากกว่ากรอบเวลาที่สั้นกว่า อย่างไรก็ตาม คุณสามารถหาวัฏจักรตลาดเล็กๆ ในกราฟรายชั่วโมงได้เช่นเดียวกับข้อมูลจากหลายสิบปี

ตลาดมีความเป็นวัฏจักรโดยธรรมชาติ วัฏจักรสามารถส่งผลให้กลุ่มสินทรัพย์หนึ่งๆ ทำผลงานได้ดีกว่าอีกประเภท ในส่วนอื่นๆ ของวัฏจักรตลาดเดียวกัน กลุ่มสินทรัพย์เดียวกันนี้อาจทำผลงานได้ไม่ดีเมื่อเทียบกับสินทรัพย์กลุ่มอื่นๆ เนื่องมาจากสภาพตลาดที่แตกต่างกัน

ทั้งนี้ คุณควรทราบว่าเกือบเป็นไปไม่ได้เลยที่จะระบุว่าเราอยู่จุดไหนในวัฏจักรตลาด ณ เวลาใดเวลาหนึ่ง การวิเคราะห์ลักษณะนี้สามารถทำได้ด้วยความแม่นยำหลังจากผ่านช่วงวัฏจักรตลาดนั้นไปแล้วเท่านั้น วัฏจักรตลาดแทบจะไม่มีจุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุดที่แน่นอน การคิดว่าตัวเองทราบถึงจุดของวัฏจักรตลาดนั้นถือเป็นมุมมองที่มีอคติ (Bias) อย่างสูงในตลาดการเงิน
หากคุณต้องการอ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับวัฏจักรตลาด โปรดอ่านบทความจิตวิทยาเกี่ยวกับวัฏจักรตลาด



บทที่ 2 – ตลาดการเงินและตราสารการเทรด (Trading Instrument)


เนื้อหา


ตราสารการเงินคืออะไร

ถ้าพูดกันง่ายๆ ตราสารการเงิน (Financial Instrucment) ก็คือสินทรัพย์ที่เทรดได้ ตัวอย่างเช่น เงินสด โลหะที่มีมูลค่า (เช่น ทองหรือเงิน) เอกสารยืนยันความเป็นเจ้าของ (เช่น ธุรกิจหรือทรัพยากร) สิทธิในการส่งหรือรับเงินสด และอื่นๆ อีกมากมาย ตราสารการเงินอาจมีความซับซ้อน แต่แนวคิดระดับพื้นฐานก็คือไม่ว่าจะเป็นอะไรหรือใช้แทนสิ่งใดนั้น ตราสารการเงินสามารถเทรดหรือซื้อขายได้

ตราสารการเงินมีหลายประเภท โดยจะขึ้นกับวิธีในการจัดประเภท หนึ่งในวิธีการจัดประเภท คือ การพิจารณาว่าตราสารการเงินนั้นเป็นเงินสดหรืออนุพันธ์ ดังที่เห็นในชื่อ "Derivative" ตราสารอนุพันธ์มีมูลค่าเกิดจากสิ่งอื่น (เช่น คริปโตเคอร์เรนซี) ตราสารการเงินอาจแบ่งเป็นแบบอิงตามหนี้ (Debt-Based) หรืออิงตามทุน (Equity-Based)

แล้วคริปโตเคอร์เรนซีจัดอยู่ในประเภทไหน เราสามารถคิดได้หลายแบบและสามารถจัดเข้าได้หลายประเภท การจัดประเภทที่ง่ายที่สุดคือคริปโตถือเป็นสินทรัพย์ดิจิทัล อย่างไรก็ตาม ความโดดเด่นของคริปโตเคอร์เรนซีนั้นอยู่ที่การสร้างระบบทางการเงินและเศรษฐกิจแบบใหม่ทั้งหมด
ด้วยเหตุนี้คริปโตเคอร์เรนซีนั้นได้สร้างประเภทของสินทรัพย์ดิจิทัลขึ้นมาใหม่ยิ่งไปกว่านั้น ขณะที่ระบบนิเวศพัฒนาไปเรื่อยๆ ประเภทตราสารใหม่ๆ ที่ไม่สามารถเป็นไปได้ก่อนหน้านี้ก็ถูกสร้างหรืออาจเกิดขึ้นได้ ตัวอย่างแรกๆ ของกรณีดังกล่าวสามารถพบได้ในวงการการเงินแบบไร้ศูนย์กลางหรือ Decentralized Finance (DeFi)


ตลาด Spot คืออะไร

ตลาด Spot คือแหล่งการซื้อขายตราสารการเงินแบบ “ส่งมอบในทันที” (Immediate delivery) การส่งมอบในที่นี้หมายถึงการแลกเปลี่ยนตราสารเป็นเงินสด คำกล่าวนี้อาจดูเหมือนไม่จำเป็น แต่ตลาดบางแห่งไม่ได้ชำระเงินด้วยเงินสดในทันที ตัวอย่างเช่น เมื่อกล่าวถึงตลาด Futures สินทรัพย์จะมีการส่งมอบในภายหลัง (เมื่อสัญญา Futures หมดอายุ)
กล่าวง่ายๆ คือ ตลาด Spot เป็นเหมือนแหล่งการเทรดที่ดำเนินการ “ณ เดี๋ยวนั้น" (หรือ "On the Spot") ทั้งนี้ เนื่องจากการเทรดดำเนินเสร็จสิ้นในทันที ราคาตลาด (Market Price) ปัจจุบันของสินทรัพย์จึงมักเรียกว่าราคา Spot หรือ Spot Price
แล้วสิ่งนี้มีความหมายอย่างไรในบริบทของตลาดคริปโตเคอร์เรนซี และคุณสามารถทำอะไรได้บ้างในตลาด Spot ของ Binance คำตอบคือ คุณสามารถแลกเปลี่ยนเหรียญกับผู้ใช้อื่นได้ ดังนั้น หากคุณต้องการแลกเปลี่ยน BNB ของคุณเป็น BUSD คุณก็แค่ไปยังตลาด Spot สำหรับ BNB/BUSD เพื่อดำเนินการดังกล่าว! ในทำนองเดียวกัน หากคุณต้องการแลกเปลี่ยน BNB ของคุณเป็น BTC คุณก็ต้องไปที่ตลาด Spot สำหรับ BNB/BTC และเมื่อ Order ของคุณถูก Fill แล้ว เหรียญของคุณก็จะถูก Swap ในทันที วิธีนี้เป็นหนึ่งในวิธีที่ง่ายที่สุดในการเทรดคริปโตเคอร์เรนซี


Margin Trading คืออะไร

Margin Trading (การเทรดแบบ Margin) เป็นวิธีการเทรดโดยใช้ Fund ที่ยืมมาจากบุคคลที่สาม ในทางปฏิบัติ การเทรดแบบ Margin นั้นเพิ่มผลแบบทวีคูณ – ทั้งทางบวกและทางลบ บัญชี Margin ช่วยให้นักเทรดเข้าถึงทุนและกำจัดความเสี่ยงบางประการที่เกิดจากคู่สัญญา เนื่องจากนักเทรดสามารถเทรด Position Size เดิม แต่ใช้ทุนน้อยกว่าในตลาดแลกเปลี่ยนคริปโตเคอร์เรนซี
เมื่อพูดถึง Margin Trading คุณมักจะได้ยินคำว่า Margin และเลเวอเรจอยู่บ่อยๆ Margin หมายถึงจำนวนทุนที่คุณเลือกใช้ (กล่าวคือ จ่ายจากกระเป๋าตัวเอง) เลเวอเรจหมายถึงจำนวนที่คุณใช้คูณ Margin ดังนั้น หากคุณใช้เลเวอเรจ 2x นั่นหมายความว่าคุณเปิด Position ด้วยจำนวนสองเท่าของ Margin ของคุณ หากคุณใช้เลเวอเรจ 4x คุณก็เปิด Position ด้วยจำนวนสี่เท่าของมูลค่า Margin ของคุณ เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม ให้ระวังเรื่อง Liquidation (การบังคับขาย) ด้วย ยิ่งคุณใช้เลเวอเรจสูง ราคาบังคับขาย (Liquidation Price) ก็จะใกล้กับจุดที่คุณเข้าซื้อมากเท่านั้น หากคุณถูกบังคับขาย คุณก็จะเสี่ยงเสีย Margin ทั้งหมด ดังนั้น โปรดระวังถึงความเสี่ยงสูงของการเทรด Margin ก่อนที่จะเริ่มต้น คู่มือแนะนำการเทรด Margin ของ Binance คือแหล่งข้อมูลที่สำคัญก่อนคุณจะเริ่มต้นเทรด Margin
มีการใช้ Margin Trading อย่างกว้างขวางในตลาดหุ้น ตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ และ Forex รวมถึง Bitcoin และตลาดคริปโตเคอร์เรนซี ในตลาดแบบดั้งเดิม โบรเกอร์ (Investment Broker) เป็นผู้ให้กู้ยืม Fund ในกรณีของคริปโตเคอร์เรนซีต่างๆ ตลาดแลกเปลี่ยนมักเป็นผู้ให้กู้ยืม Fund เพื่อรับ Funding Fee เป็นสิ่งตอบแทน อย่างไรก็ตาม ในบางครั้ง Fund ที่ถูกยืมอาจมาจากนักเทรดบนแพลตฟอร์มโดยตรง ซึ่งจะก่อให้เกิดดอกเบี้ยในอัตราต่างๆ กัน (Funding Fee) เนื่องจากอัตราถูกกำหนดโดยตลาดเปิด
ถึงตอนนี้เราได้อธิบายคร่าวๆ ไปแล้วว่า Margin Trading คืออะไร แต่ยังมีเรื่องราวอีกมากให้เรียนรู้ หากคุณต้องการอ่านข้อมูลเพิ่มเติม ลองดูที่บทความทำความรู้จักกับ Margin Trading ได้เลย


ตลาดอนุพันธ์คืออะไร

อนุพันธ์คือสินทรัพย์ทางการเงินซึ่งมีมูลค่าอยู่บนพื้นฐานของสิ่งอื่น โดยอาจเป็นสินทรัพย์อ้างอิง (Underlying Asset) หรือตระกร้า (Basket) ของสินทรัพย์ต่างๆ ประเภทของอนุพันธ์ (Derivatives) ที่พบบ่อย ได้แก่ หุ้น พันธบัตร สินค้าโภคภัณฑ์ ดัชนีตลาด และคริปโตเคอร์เรนซี
ผลิตภัณฑ์อนุพันธ์ คือ สัญญาระหว่างหลายฝ่าย ซึ่งมีราคาจากสินทรัพย์อ้างอิงที่ใช้เป็นมาตรฐาน ไม่ว่าจะใช้สินทรัพย์ใดเป็นจุดอ้างอิง แนวคิดหลักก็คือผลิตภัณฑ์อนุพันธ์นั้นได้รับมูลค่ามาจากสินทรัพย์อ้างอิงนั้นๆ ตัวอย่างผลิตภัณฑ์อนุพันธ์ที่พบบ่อย ได้แก่ สัญญา Futures, สัญญา Options และ Swap
จากข้อมูลการประมาณ ตลาดอนุพันธ์ถือเป็นหนึ่งในตลาดที่ใหญ่ที่สุดในโลก ทั้งนี้เนื่องจากอนุพันธ์สามารถมีให้เทรดได้ในทุกผลิตภัณฑ์ทางการเงิน – แม้แต่กับอนุพันธ์เอง ใช่แล้ว อนุพันธ์สามารถสร้างจากอนุพันธ์ได้ และยังสร้างจากอนุพันธ์ของอนุพันธ์ได้ต่อ อาจฟังเหมือนสิ่งที่ไม่มั่นคง และจริงๆ แล้วก็อาจเป็นเช่นนั้น หลายคนกล่าวว่าตลาดอนุพันธ์มีส่วนอย่างมากในวิกฤตการเงินปี 2008


สัญญา Forward และ Futures คืออะไร

สัญญา Futures เป็นประเภทของผลิตภัณฑ์อนุพันธ์ที่ช่วยให้นักเทรดเก็งกำไรราคาสินทรัพย์ในอนาคตได้ โดยประกอบไปด้วยข้อตกลงระหว่างคู่สัญญาเพื่อชำระค่าธุรกรรมในภายหลัง หรือที่เรียกว่าวันหมดอายุ (Expiry Date) ดังที่กล่าวไปแล้วเกี่ยวกับอนุพันธ์ สินทรัพย์อ้างอิงสำหรับสัญญาประเภทนี้จะเป็นสินทรัพย์ใดๆ ก็ได้ ตัวอย่างที่พบได้บ่อยรวมถึงคริปโตเคอร์เรนซี สินค้าโภคภัณฑ์ หุ้น และพันธบัตร
วันหมดอายุของสัญญา Futures คือวันสุดท้ายของกิจกรรมการเทรดสำหรับสัญญานั้นๆ เมื่อสิ้นสุดวันดังกล่าว สัญญาจะหมดอายุโดยใช้ราคาสุดท้ายที่เทรด Settlement (การจ่ายชำระ) ของสัญญาจะระบุไว้ล่วงหน้า และอาจเป็นการชำระด้วยเงินสดหรือการส่งมอบทางกายภาพก็ได้
เมื่อส่งมอบแบบกายภาพ จะมีการแลกเปลี่ยนสินทรัพย์อ้างอิงของสัญญาโดยตรง ตัวอย่างเช่น มีการส่งมอบบาร์เรลน้ำมัน เมื่อชำระด้วยเงินสด จะไม่มีการแลกเปลี่ยนสินทรัพย์อ้างอิงโดยตรง แต่จะแลกเปลี่ยนเฉพาะมูลค่าที่แทนสินทรัพย์เท่านั้น (ในรูปของเงินสดหรือคริปโตเคอร์เรนซี)
หากคุณต้องการเทรด Futures ใน Binance อย่าลืมดูคู่มือการเทรดใน Binance Futures ฉบับสมบูรณ์


สัญญา Perpetual Futures คืออะไร

ผลิตภัณฑ์ Futures เป็นวิธีที่ยอดเยี่ยมสำหรับนักเทรดในการเก็งกำไรราคาสินทรัพย์ อย่างไรก็ตาม นักเทรดจะทำอย่างไรหากต้องการอยู่ใน Position ต่อไปหลังวันหมดอายุ?

คำตอบก็คือการเลือกสัญญา Perpetual Futures ข้อแตกต่างจากสัญญา Futures ปกตินั้น คือ สัญญาประเภทนี้จะไม่มีวันหมดอายุ ทำให้นักเทรดสามารถเก็งกำไรราคาสินทรัพย์อ้างอิงได้โดยไม่ต้องกังวลกับวันหมดอายุ 

อย่างไรก็ตาม ประเด็นนี้ทำให้เกิดปัญหาเช่นกัน จะเกิดอะไรขึ้นหากราคาของสัญญา Perpetual Futures ห่างจากราคาสินทรัพย์อ้างอิงอย่างมากๆ? เนื่องจากไม่มีวันหมดอายุ ตลาด Perpetual Futures จึงมีความแตกต่างจากตลาด Spot เป็นอย่างมากและในหลายๆ ด้านอีกด้วย

นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมสัญญา Perpetual Futures จึงมี Funding Fee ที่ต้องชำระระหว่างนักเทรด ลองนึกถึงสถานการณ์ที่ตลาด Perpetual Futures เทรดในราคาที่สูงกว่าตลาด Spot ในกรณีนี้ Funding Rate จะเป็นบวก ซึ่งหมายความว่า Long Position (ผู้ซื้อ) จ่าย Funding Fee ให้ Short Position (ผู้ขาย) สิ่งนี้สนับสนุนให้ผู้ซื้ออยากขาย ซึ่งส่งผลให้ราคาของสัญญาลดลงและเคลื่อนที่เข้าใกล้กับราคา Spot มากขึ้น ในทางตรงข้าม หากตลาด Perpetual Futures เทรดในราคาต่ำกว่าตลาด Spot แล้ว Funding Rate จะเป็นลบ คราวนี้ Short จะจ่าย Long เพื่อเพิ่มแรงผลักดันให้ราคาของสัญญาสูงขึ้น 

โดยสรุปแล้ว หาก Funding เป็นบวก Long จะจ่าย Short และหาก Funding เป็นลบ Short จะจ่าย Long

สัญญา Perpetual Futures ได้รับความนิยมอย่างมากในหมู่นักเทรด Bitcoin และคริปโตเคอร์เรนซี หากคุณต้องการอ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับสัญญา Perpetual Futures ลองหาข้อมูลได้ที่บทความสัญญา Perpetual Futures คืออะไร


หากคุณกำลังมองหาช่องทางเทรดคริปโตเคอร์เรนซี ซื้อ Bitcoin ได้เลยที่ Binance!


สัญญา Options คืออะไร

สัญญา Options คือประเภทหนึ่งของผลิตภัณฑ์อนุพันธ์ที่มอบสิทธิ์ให้กับนักเทรด แต่ไม่ใช่พันธะผูกพันเพื่อซื้อหรือขายสินทรัพย์ในอนาคต ณ ราคาที่เฉพาะหนึ่งๆ ความแตกต่างที่สำคัญระหว่างสัญญา Futures กับสัญญา Options คือนักเทรดไม่มีพันธะที่ต้องจ่ายชำระหรือ Settle สัญญา Options

เมื่อนักเทรดซื้อสัญญา Options พวกเขาจะเก็งกำไรว่าราคาจะไปในทิศทางใดทิศทางหนึ่ง 

สัญญา Options มี 2 ประภท ได้แก่ Call Option และ Put Option โดยที่ Call Option เป็นการเดิมพันว่าราคาจะสูงขึ้น ขณะที่ Put Option เดิมพันว่าราคาจะลดลง
เช่นเดียวกับผลิตภัณฑ์อนุพันธ์อื่นๆ สัญญา Options อาจมีมูลค่าอยู่บนพื้นฐานของสินทรัพย์ได้หลากหลาย เช่น ดัชนีตลาด สินค้าโภคภัณฑ์ หุ้น คริปโตเคอร์เรนซี และอื่นๆ
สัญญา Options สามารถก่อให้เกิดกลยุทธ์ที่ซับซ้อนในการเทรด รวมทั้งวิธีการบริหารจัดการความเสี่ยง เช่น Hedging สำหรับคริปโตเคอร์เรนซีแล้ว Options อาจมีประโยชน์สูงสุดสำหรับ Miners ที่ต้องการ Hedge คริปโตเคอร์เรนซีจำนวนมากที่ถือครองอยู่ เพื่อให้ได้รับการคุ้มครองที่ดีกว่าต่อเหตุการณ์ที่อาจส่งผลกระทบเป็นอย่างมากต่อ Fund ของตน
หากคุณต้องการอ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับสัญญา Options ลองหาข้อมูลได้ที่บทความสัญญา Options คืออะไร หากคุณต้องการซื้อขายสัญญา Options ใน Binance อย่าลืมอ่านคำแนะนำเกี่ยวกับ Options สำหรับ iOS และ Android ก่อน


ตลาดแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ (Forex) คืออะไร

ตลาดแลกเปลี่ยนเงินตราระหว่างประเทศ (Forex, FX) คือที่ซึ่งนักเทรดสามารถแลกเปลี่ยนสกุลเงินของประเทศหนึ่งเป็นสกุลเงินของอีกประเทศได้ กล่าวคือตลาด Forex จะระบุอัตราแลกเปลี่ยนสกุลเงินต่างๆ ทั่วโลก
เรามักจะคิดว่าสกุลเงินคือสินทรัพย์ “Safe Haven” แม้แต่คำว่า “Stablecoin” เองก็สื่อว่าในทางทฤษฎี สินทรัพย์นี้มีความปลอดภัยจากความผันผวน อย่างไรก็ตาม แม้ว่าแนวคิดนี้จะเป็นจริงในระดับหนึ่ง แต่สกุลเงินก็สามารถเผชิญกับสภาวะการปรับตัวขึ้นลงของตลาดอย่างมากได้เช่นกัน ทั้งนี้เนื่องจากมูลค่าของสกุลเงินถูกกำหนดด้วยอุปสงค์และอุปทาน นอกจากนี้ยังอาจได้รับผลกระทบจากภาวะเงินเฟ้อหรือแรงผลักดันตลาดอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเทรดและการลงทุนทั่วโลก รวมถึงปัจจัยทางภูมิศาสตร์การเมือง
แล้วตลาด Forex มีกลไกการทำงานอย่างไร? คำตอบคืออาจมีการซื้อขายคู่สกุลเงินโดยวาณิชธนกิจ (Investment Bank), ธนาคารกลาง, บริษัทเชิงพาณิชย์, บริษัทการลงทุน, กองทุน Hedge Fund และนักเทรด Forex นอกจากนี้ ตลาด Forex ยังทำให้สามารถแปลงสกุลเงินทั่วโลกได้เพื่อการชำระเงินในการซื้อขายระหว่างประเทศ

นักเทรด Forex มักจะใช้กลยุทธ์แบบ Day Trading เช่น Scalping พร้อมเลเวอเรจเพื่อเพิ่มพูนผลตอบแทน เราจะพูดถึงการกลไกทำงานของกลยุทธ์นี้ต่อไปในบทความนี้

ตลาด Forex เป็นหนึ่งในโครงสร้างสำคัญของเศรษฐกิจโลกในสมัยใหม่อย่างที่เรารู้จักกันในปัจจุบัน และความจริงแล้ว ตลาด Forex เป็นตลาดทางการเงินที่ใหญ่และมีสภาพคล่องมากที่สุดในโลก


Leveraged Token คืออะไร

Leveraged Token คือสินทรัพย์ที่เทรดได้ซึ่งมีเลเวอเรจในคริปโตเคอร์เรนซีอยู่แล้วโดยที่ผู้ใช้งานไม่ต้องจัดการ Leveraged Position ซึ่งหมายความว่าคุณไม่ต้องกังวลกับ Margin, หลักประกัน (Collateral), Funding และ Liquidation (การบังคับขาย)
Leveraged Token คือนวัตกรรมแห่งผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่เกิดจากบล็อกเชน เริ่มแรก Leveraged Token เกิดจากการแลกเปลี่ยนอนุพันธ์ FTX แต่หลังจากนั้น เราได้เห็นการนำไปใช้อื่นๆ มากมาย อย่างไรก็ตาม แนวคิดหลักยังคงเดิมคือการสร้างโทเค็นจาก Leveraged Position ที่เปิดอยู่แล้วสิ่งนี้หมายความว่าอย่างไร ?
Leveraged Token คือ Perpetual Futures Position ในรูปโทเค็น ก่อนหน้านี้เราพูดถึงการที่สามารถสร้างอนุพันธ์จากอนุพันธ์ได้ และ Leveraged Token ก็คือตัวอย่างที่ชัดเจนเนื่องจากได้มูลค่ามาจาก Futures Position ซึ่งเป็นอนุพันธ์เช่นกัน
Leveraged Token เป็นการเข้าถึงเลเวอเรจสำหรับคริปโตเคอร์เรนซีอย่างง่ายๆ หากคุณต้องการเทรด Leveraged Token บน Binance ลองดูคู่มือแนะนำ Binance Leveraged Token (BLVT) สำหรับมือใหม่
หากคุณต้องการอ่านข้อมูลเกี่ยวกับ FTX Leveraged Token ลองดูที่คู่มือแนะนำ FTX Leveraged Token สำหรับมือใหม่



บทที่ 3 – กลยุทธ์การเทรดและการลงทุน


เนื้อหา


กลยุทธ์การเทรดคืออะไร

กลยุทธ์การเทรด (trading strategy) คือแผนที่คุณใช้อิงเพื่อดำเนินการซื้อขาย ไม่มีแนวทางในการเทรดที่ถูกต้องเพียงวิธีเดียว ดังนั้น แต่ละกลยุทธ์จึงขึ้นกับโปรไฟล์และความนิยมส่วนตัวของนักเทรด 

ไม่ว่าแนวทางในการเทรดของคุณจะเป็นอย่างไร การวางแผนเป็นสิ่งที่สำคัญมาก เพราะจะทำให้มีเป้าหมายที่ชัดเจน และป้องกันไม่ให้คุณออกนอกเส้นทางโดยใช้อารมณ์ โดยทั่วไปแล้ว คุณควรตัดสินใจว่าคุณอยากเทรดอะไร อย่างไร รวมทั้งจุดที่คุณจะเข้าและออกจากการซื้อขายนั้น

ในบทต่อไปนี้ เราจะพูดถึงตัวอย่างของกลยุทธ์ที่ได้รับความนิยมกัน 


การจัดการพอร์ตการลงทุนคืออะไร

การจัดการพอร์ตการลงทุน (Portfolio Management) คือการสร้างและจัดการการลงทุนต่างๆ พอร์ตการลงทุนนั้นเป็นการจัดกลุ่มสินทรัพย์ ซึ่งจะเป็นอะไรก็ได้ตั้งแต่ตุ๊กตาไปจนถึงอสังหาริมทรัพย์ หากคุณเทรดคริปโตเคอร์เรนซีอย่างเดียว พอร์ตของคุณก็คงจะมี Bitcoin รวมทั้งเหรียญและโทเค็นดิจิทัลอื่นๆ 

ก้าวแรกของคุณ คือ การพิจารณาจุดประสงค์ของพอร์ตการลงทุน ตัวอย่างเช่น คุณต้องการตะกร้าการลงทุน (Basket) ที่จะค่อนข้างปลอดภัยจากความผันผวน หรือคุณต้องการความเสี่ยงมากขึ้นที่อาจมอบผลตอบแทนสูงในระยะสั้น

การคิดไตร่ตรองอย่างละเอียดเกี่ยวกับการจัดการพอร์ตของคุณนั้นมีประโยชน์อย่างมาก บางคนอาจชอบกลยุทธ์แบบ Passive ซึ่งคุณสามารถปล่อยการลงทุนไว้ได้เลยหลังจากลงแรงในตอนแรกแล้ว บางคนอาจต้องการใช้แนวทางแบบ Active ที่ต้องซื้อและขายสินทรัพย์อย่างต่อเนื่องเพื่อทำกำไร


การบริหารความเสี่ยงคืออะไร


การบริหารจัดการความเสี่ยงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความสำเร็จในการเทรด กระบวนการนี้เริ่มต้นด้วยการระบุประเภทความเสี่ยงที่คุณอาจต้องประสบ ได้แก่

  • ความเสี่ยงทางตลาด (Market risk) : โอกาสขาดทุนที่อาจเกิดหากสินทรัพย์สูญเสียมูลค่า
  • ความเสี่ยงด้านสภาพคล่อง (Liquidity risk:) : โอกาสขาดทุนที่เกิดจากตลาดที่ขาดสภาพคล่องทำให้หาผู้ซื้อสินทรัพย์ของคุณได้ยาก
  • ความเสี่ยงด้านการดำเนินการ (Operational risk) : โอกาสขาดทุนที่เกิดจากความล้มเหลวด้านการดำเนินการ ซึ่งอาจเกิดจากความผิดพลาดของมนุษย์ ความล้มเหลวของฮาร์ดแวร์/ซอฟต์แวร์ หรือการดำเนินการฉ้อโกงโดยจงใจของพนักงาน
  • ความเสี่ยงทางระบบ (Systemic risk): โอกาสขาดทุนจากความล้มเหลวของผู้มีส่วนในอุตสาหกรรมที่คุณดำเนินการ ซึ่งส่งผลต่อธุรกิจทั้งหมดในภาคส่วนนั้น ดังเช่นตัวอย่างในปี 2008 ที่การล้มละลายของ Lehman Brothers ส่งผลกระทบต่อระบบการเงินทั่วโลก

การระบุความเสี่ยงเริ่มต้นที่สินทรัพย์ในพอร์ตของคุณ แต่คุณควรพิจารณาทั้งปัจจัยภายในและภายนอกด้วยเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด จากนั้น คุณควรประเมินความเสี่ยงเหล่านี้ เช่น คุณจะต้องประสบกับความเสี่ยงบ่อยแค่ไหน และความเสี่ยงดังกล่าวจะมีความรุนแรงเพียงใด

การพิจารณาความเสี่ยงและผลที่อาจเกิดขึ้นกับพอร์ตการลงทุนจะทำให้คุณสามารถจัดลำดับความเสี่ยง และพัฒนากลยุทธ์ที่เหมาะสมเพื่อรับมือได้ ตัวอย่างเช่น สำหรับความเสี่ยงทางระบบ คุณอาจลดความเสี่ยงได้ด้วยการ Diversification (การกระจายการลงทุน) และคุณสามารถลดความเสี่ยงทางตลาดได้โดยการใช้ Stop-Loss



Day Trading คืออะไร

Day Trading คือกลยุทธ์ในการเข้าและออกจาก Position ในวันเดียวกัน ชื่อนี้มีที่มาจากตลาดแบบดั้งเดิมซึ่งเปิดทำการในช่วงเวลาหนึ่งๆ ของวัน นอกเวลาดังกล่าว Day Trader มักจะไม่เปิด Position ใดๆ ทิ้งไว้ 

คุณคงทราบว่าตลาดคริปโตเคอร์เรนซีนั้นไม่มีเวลาเปิด-ปิด คุณสามารถเทรดได้ตลอดเวลาตลอดทั้งปี อย่างไรก็ตาม Day Trading ในบริบทของคริปโตเคอร์เรนซีมักจะหมายถึงสไตล์การเทรดที่นักเทรดเข้าและออกจาก Position ภายใน 24 ชั่วโมง
กลยุทธ์แบบ Day Trading มักจะอาศัยการวิเคราะห์ทางเทคนิค (technical analysis) เพื่อกำหนดว่าจะเทรดสินทรัพย์ใด เนื่องจากกำไรในช่วงเวลาสั้นๆ นั้นอาจไม่มาก คุณอาจต้องเลือกเทรดหลายสินทรัพย์เพื่อพยายามสร้างผลตอบแทนให้มากที่สุด ถึงอย่างนั้น นักเทรดบางคนอาจเลือกเทรดสินทรัพย์คู่เดียวเป็นปีๆ

สไตล์นี้ถือเป็นกลยุทธ์แบบ Active ซึ่งอาจทำกำไรได้มาก แต่ก็มีความเสี่ยงมากเช่นกัน ดังนั้น Day Trading จึงเหมาะกับนักเทรดที่มีประสบการณ์มากกว่ามือใหม่


หากคุณกำลังมองหาช่องทางเทรดคริปโตเคอร์เรนซี ซื้อ Bitcoin ได้เลยที่ Binance!


Swing Trading คืออะไร

Swing Trading เป็นกลยุทธ์ที่พยายามทำกำไรจากแนวโน้มตลาด (Market Trend) เช่นกัน แต่มักจะอยู่ในช่วงเวลาที่นานกว่า โดยนักเทรดอาจถือ Position อยู่เป็นเวลา 2-3 วัน ถึงหลายเดือน 

เป้าหมายมักจะเป็นการเลือกสินทรัพย์ที่ดูมีมูลค่าต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริง และมีโอกาสที่มูลค่าจะเพิ่มขึ้น นักเทรดจะซื้อสินทรัพย์นี้และขายเมื่อราคาเพิ่มขึ้นเพื่อทำกำไร หรือนักเทรดอาจพยายามหาสินทรัพย์ที่มูลค่าต่ำที่มีแนวโน้มว่ามูลค่าจะลดลง เพื่อให้สามารถขายบางส่วนในราคาที่สูงขึ้นในเวลาต่อมาและหวังว่าจะซื้อคืนในราคาที่ต่ำกว่า

เช่นเดียวกับ Day Trading นักเทรดแบบ Swing จะใช้การวิเคราะห์ทางเทคนิค (TA) อย่างไรก็ตาม เนื่องจากกลยุทธ์ของพวกเขาใช้เวลานานกว่าที่จะเห็นผล การวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน (FA) จึงอาจเป็นเครื่องมือที่มีค่าเช่นกัน 

Swing Trading มักจะใช้กลยุทธ์ที่เหมาะกับนักเทรดมือใหม่มากกว่า ทั้งนี้เพราะไม่จำเป็นต้องดำเนินการรวดเร็วเหมือน Day Trading ขณะที่ Day Trading ต้องอาศัยการตัดสินใจที่รวดเร็วและต้องนั่งจ้องหน้าจอเป็นเวลานานๆ แต่ Swing Trading ให้เวลาคุณได้คิดและตัดสินใจนานขึ้น


Position Trading คืออะไร

Position (หรือ Trend) Trading คือกลยุทธ์การเทรดระยะยาว โดยนักเทรดจะซื้อสินทรัพย์เพื่อถือไว้ต่อเนื่องระยะหนึ่ง (ส่วนใหญ่เป็นเดือนๆ) เป้าหมายคือการทำกำไรจากการขายในราคาที่สูงขึ้นในอนาคต

สิ่งที่ทำให้ Position Trading ต่างจาก Swing Trading ซึ่งเป็นกลยุทธ์ระยะยาวคือเหตุผลที่อยู่เบื้องหลังการเทรด โดย Position Trader จะดูที่แนวโน้มหรือเทรนด์ที่สามารถสังเกตได้ในช่วงเวลาต่อเนื่องระยะหนึ่ง นักเทรดเหล่านี้จะพยายามทำกำไรจากทิศทางโดยรวมของตลาด ในทางตรงข้าม Swing Trader มักจะพยายามคาดการณ์การ “สวิง” ของตลาด ซึ่งไม่จำเป็นต้องสัมพันธ์กับแนวโน้มหรือเทรนด์โดยรวม

ไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะเห็น Position Trader ใช้ประโยชน์จากการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน ทั้งนี้เนื่องจากพวกเขาใช้เวลาเฝ้าดูรูปแบบเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับปัจจัยพื้นฐาน แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีการใช้การวิเคราะห์ทางเทคนิค (TA) เลย ขณะที่ Position Trader ตั้งสมมุติฐานว่าแนวโน้มตลาดจะดำเนินต่อไปเรื่อยๆ การใช้อินดิเคเตอร์ทางเทคนิคก็สามารถทำให้นักเทรดทราบถึงโอกาสที่เทรนด์จะเปลี่ยนแปลงทิศทางได้

เช่นเดียวกับ Swing Trading ที่กล่าวถึงก่อนหน้านี้ Position Trading นั้นเหมาะอย่างยิ่งสำหรับมือใหม่ ด้วยเหตุผลเดียวกันที่ว่านักเทรดจะมีเวลาในการพิจารณาการตัดสินใจมากขึ้น


Scalping คืออะไร

จากกลยุทธ์ที่เรากล่าวถึงทั้งหมด Scalping จะใช้เวลาสั้นที่สุด Scalper พยายามใช้ประโยชน์จากการปรับตัวขึ้นลงของราคาเพียงเล็กน้อย เข้าและออกจาก Position ในระยะเวลาไม่กี่นาที (หรืออาจเป็นวินาที) ส่วนใหญ่แล้ว Scalper จะใช้การวิเคราะห์ทางเทคนิคเพื่อพยายามคาดการณ์การเคลื่อนไหวของราคาและใช้ประโยชน์จาก Bid-Ask Spread รวมทั้งจุดที่ขาดประสิทธิภาพอื่นๆ ของตลาดเพื่อสร้างกำไร เนื่องจากกรอบเวลาที่สั้น การเทรดแบบ Scalping มักทำกำไรในเปอร์เซ็นต์ที่ต่ำ โดยส่วนใหญ่แล้วจะน้อยกว่า 1% แต่ Scalping อาศัยปริมาณเป็นหลัก กำไรน้อยๆ แต่ละครั้งอาจรวมสะสมแล้วไปเป็นค่ามากในระยะยาว

Scalping ไม่ใช่กลยุทธ์สำหรับมือใหม่ เพราะต้องอาศัยความเข้าใจตลาดอย่างลึกซึ้ง รวมทั้งแพลตฟอร์มที่คุณเทรด และการวิเคราะห์ทางเทคนิค (TA) ก็มีส่วนสำคัญต่อความสำเร็จ อย่างไรก็ตาม นักเทรดที่มีความรู้และสามารถระบุทิศทางของตลาดเพื่อใช้ประโยชน์จากการปรับตัวขึ้นลงของราคาในระยะสั้นได้ก็อาจทำกำไรได้มาก


การจัดสรรสินทรัพย์และ Diversification (การกระจายการลงทุน) คืออะไร

คำว่าการจัดสรรสินทรัพย์และ Diversification (การกระจายการลงทุน) มักจะใช้แทนกัน คุณอาจเข้าใจหลักการจากคำกล่าวที่ว่าอย่าเก็บไข่ทุกฟองไว้ในตะกร้าใบเดียว (Don't Keep All Your Eggs in One Basket) การเก็บสิ่งมีค่าไว้ในที่เดียวจะสร้างจุดศูนย์กลางความล้มเหลว คำกล่าวนี้เป็นจริงสำหรับเงินของคุณเช่นกัน การนำเงินเก็บทั้งหมดของคุณไปลงทุนในสินทรัพย์เดียวทำให้คุณเจอกับความเสี่ยงเช่นนี้ได้ หากสินทรัพย์นั้นเป็นหุ้นของบริษัทหนึ่ง และบริษัทนั้นประสบปัญหา คุณอาจเสียเงินทั้งหมดได้ในคราวเดียว
และไม่ใช่เพียงสินทรัพย์เดี่ยวๆ เท่านั้น คำกล่าวนี้ยังเป็นจริงสำหรับกลุ่มสินทรัพย์ด้วย ในกรณีวิกฤตการณ์การเงิน เราคงคาดได้ว่าหุ้นทั้งหมดที่ถืออยู่จะเสียมูลค่า ทั้งนี้เนื่องจากหุ้นต่างๆ มีความสัมพันธ์กันอย่างมาก ซึ่งหมายความว่ามักจะเป็นไปในทิศทางเดียวกัน
การกระจายการลงทุนที่ดีไม่ใช่แค่การลงทุนในสกุลเงินต่างๆ เป็นร้อยๆ รายการในพอร์ตของคุณ ลองนึกถึงกรณีที่รัฐบาลทั่วโลกตัดสินใจแบนคริปโตเคอร์เรนซี หรือหากควอนตัมคอมพิวเตอร์ไขรหัส Public Key Cryptography ที่เราใช้สำหรับคริปโต หากเกิดกรณีใดๆ เหล่านี้ขึ้นได้นั้นสินทรัพย์ดิจิทัลทั้งหมดจะได้รับผลกระทบอย่างมาก เช่นเดียวกับหุ้น คริปโตรวมกันเป็นกลุ่มสินทรัพย์เดียว (Single Asset Class)

ถ้าจะให้ดีแล้ว คุณควรกระจายการลงทุนไปยังสินทรัพย์หลากหลายกลุ่ม เพราะถ้าประเภทหนึ่งทำผลงานได้ไม่ดี กรณีนี้จะไม่ส่งผลกระทบไปยังพอร์ตส่วนที่เหลือของคุณ Harry Markowitz ผู้ชนะรางวัลโนเบลได้เสนอแนวคิดนี้ใน Modern Portfolio Theory (MPT) โดยทฤษฎีนี้สนับสนุนการลดความผันผวนและความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนในพอร์ตโดยการผสมผสานสินทรัพย์ที่ไม่มีความสัมพันธ์กัน

หากต้องการทราบข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับหัวข้อนี้ ลองดูที่บทความการจัดสรรสินทรัพย์และ Diversification (การกระจายการลงทุน) ใน Binance Academy หรือบทความสำรวจประโยชน์ของการกระจายการลงทุนด้วย Bitcoin ของ Binance Research


Dow Theory คืออะไร




Dow Theory เป็นกรอบทางการเงิน (Financial Framework) ที่มีพื้นฐานมาจากไอเดียของ Charles Dow ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้ง Wall Street Journal และช่วยสร้างดัชนีแรกๆ ในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ที่เรียกว่า Dow Jones Transportation Average (DJTA) และ Dow Jones Industrial Average (DJIA)

แม้ว่า Dow Theory จะไม่ได้คิดขึ้นอย่างเป็นทางการโดย Dow เอง แต่ก็เห็นได้ว่าเป็นการรวบรวมหลักการเกี่ยวกับตลาดที่อยู่ในงานเขียนของเขา ต่อไปนี้คือประเด็นสำคัญบางประการ:



ทั้งนี้ ควรทราบว่าสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่วิทยาศาสตร์ที่ตายตัว แต่เป็นเพียงทฤษฎีเท่านั้นและอาจไม่เป็นจริงเสมอไป อย่างไรก็ตาม ทฤษฎีนี้ยังคงมีอิทธิพลอย่างมากในปัจจุบัน นักเทรดและนักลงทุนหลายรายยังเห็นว่าเป็นส่วนสำคัญในวิธีการเทรดและลงทุนของตน

หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติม ลองอ่านบทความทำความรู้จักกับ Dow Theory ของเรา


Elliott Wave Theory คืออะไร

Elliott Wave Theory (EWT) คือหลักการที่กล่าวว่าการเคลื่อนไหวของตลาดเป็นไปตามจิตวิทยาของผู้มีส่วนร่วมในตลาด แม้ว่าจะใช้กันในหลายกลยุทธ์การวิเคราะห์ทางเทคนิค แต่ทฤษฎีนี้ก็ไม่ใช่อินดิเคเตอร์หรือเทคนิคที่เฉพาะสำหรับการเทรด แต่ถือเป็นวิธีในการวิเคราะห์โครงสร้างตลาดมากกว่า

รูปแบบ Elliott Wave มักจะระบุได้จาก 8 ชุดคลื่น แต่ละชุดจะมีลักษณะเป็น Motive Wave  หรือ Corrective Wave คุณจะมี 5 Motive Wave ที่เป็นไปตามแนวโน้มหรือเทรนด์ทั่วไป และ 3 Corrective Wave ที่จะเป็นไปในทางตรงข้าม


Elliot Wave Cycle มี Motive Wave (น้ำเงิน) และ Corrective Wave (เหลือง)


รูปแบบนี้มีคุณสมบัติแบบ Fractal ซึ่งหมายความว่าคุณสามารถซูมเข้าไปดูคลื่นเดี่ยวและจะเห็นอีกรูปแบบของ Elliot Wave ได้ หรือคุณสามารถซูมออกเพื่อเห็นว่าคลื่นที่กำลังพิจารณาอยู่เป็นส่วนหนึ่งของ Elliot Wave Cycle ที่ใหญ่กว่า

มีคนทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วยกับ Elliott Wave Theory บางคนแย้งว่าวิธีการ (Methodology) ขาดความเป็นกลางหรือขึ้นอยู่กับผู้ใช้เกินไป (Subjective) เพราะมีวิธีให้นักเทรดสามารถระบุคลื่นได้หลากหลายโดยไม่ละเมิดกฎ เช่นเดียวกับ Dow Theory ทฤษฎี Elliott Wave Theory ไม่ได้เป็นจริงเสมอไปและไม่ควรมองว่าเป็นหลักการตายตัว อย่างไรก็ดี นักเทรดหลายคนก็ประสบความสำเร็จจากการใช้ EWT ร่วมกับเครื่องมือวิเคราะห์ทางเทคนิคอื่นๆ มาแล้ว

หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติม ลองอ่านบทความทำความรู้จักกับ Elliott Wave Theory ของเรา


Wyckoff Method คืออะไร

Wyckoff Method คือกลยุทธ์การเทรดและการลงทุนที่ครอบคลุมซึ่งคิดขึ้นโดย Charles Wyckoff ในยุค 1930 ผลงานของเขาขึ้นชื่อว่าเป็นหัวใจสำคัญของการวิเคราะห์ทางเทคนิค (Technical analysis)ยุคปัจจุบันในหลายตลาดการเงิน

Wyckoff เสนอกฎพื้นฐาน 3 ข้อ ซึ่งได้แก่ กฎอุปสงค์และอุปทาน (Law of Sypply and Demand), กฎเหตุและผล (Law of Cause and Effect) และกฎการกระทำ vs ผลลัพธ์ (Law of Effort vs Result) นอกจากนี้ เขายังคิดค้นทฤษฎี Composite Man ที่มีส่วนคล้ายกับส่วนประกอบของแนวโน้มปฐมภูมิของ Charles Dow ในหลายจุด ผลงานของเขาในด้านนี้ถือว่ามีความสำคัญอย่างมากต่อนักเทรดคริปโตเคอร์เรนซี

สำหรับประเด็นที่มีประโยชน์โยชน์ในทางปฏิบัติ Wyckoff Method มีแนวคิดด้านการเทรด 5 ขั้นตอนดังต่อไปนี้

  • ระบุแนวโน้ม (Determine the trend): เทรนด์ตอนนี้เป็นอย่างไร? และจะมุ่งหน้าไปยังทิศทางไหน?
  • ระบุสินทรัพย์ที่แข็งแกร่ง (Identify strong assets) : ดูว่าสินทรัพย์เคลื่อนที่ไปตามตลาดหรือในทิศทางตรงกันข้าม 
  • หาสินทรัพย์ที่มีเหตุมากพอ (Find assets with sufficient Cause): มีเหตุผลเพียงพอให้เข้าสู่ Position หรือไม่ ความเสี่ยงคุ้มต่อผลตอบแทนที่อาจได้รับหรือไม่?
  • ประเมินความเป็นไปได้ของการเคลื่อนไหว (Assess the likelihood of the movement):การประเมิน Buying and Selling Test ของ Wyckoff บ่งบอกถึงความเป็นไปได้ของเคลื่อนไหวที่อาจเกิดขึ้นหรือไม่? ข้อมูลราคาและปริมาณมีการบ่งชี้อะไรบ้าง? สินทรัพย์มีความพร้อมเคลื่อนที่หรือไม่?
  • ประเมินเวลาเข้าที่เหมาะสม (Time your entry) : พิจารณาว่าสินทรัพย์มีสภาพเป็นอย่างไรเมื่อเทียบกับตลาดทั่วไปเพื่อหาเวลาที่เหมาะสำหรับการเข้าสู่ Position
Wyckoff Method ถูกนำมาใช้ครั้งแรกเกือบร้อยปีก่อน แต่ก็ยังมีความเกี่ยวข้องในทุกวันนี้ กรอบงานวิจัยของ Wyckoff นั้นกว้างมาก ดังนั้น ข้อมูลข้างต้นเป็นเพียงบทสรุปส่วนย่อเท่านั้น เราแนะนำให้คุณสำรวจผลงานของเขาในเชิงลึก เนื่องจากจะให้ความรู้เกี่ยวกับการวิเคราะห์ทางเทคนิคที่สำคัญ คุณอาจลองเริ่มต้นที่บทความทำความเข้าใจเกี่ยวกับ Wyckoff Method


Buy and Hold คืออะไร

กลยุทธ์ "Buy and Hold" คือการซื้อและถือสินทรัพย์เอาไว้ดังที่สังเกตได้จากชื่อ โดยถือเป็นกลยุทธ์แบบ Passive ระยะยาวที่นักลงทุนซื้อสินทรัพย์และปล่อยไว้เฉยๆ ไม่ว่าสภาพตลาดจะเป็นอย่างไร ตัวอย่างที่ดีสำหรับวงการคริปโตคือ HODLing ซึ่งมักจะหมายถึงการที่นักลงทุนเลือกซื้อและถือสินทรัพย์ไว้เป็นปีๆ แทนที่จะเทรดแบบ Active

วิธีนี้อาจเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่ชอบการลงทุนแบบ “Hands-Off” หรือปล่อยไว้โดยไม่ต้องกังวัลกับการปรับตัวขึ้นลงในระยะสั้นหรือภาษีเงินได้ อย่างไรก็ตาม วิธีนี้ต้องอาศัยความอดทนของนักลงทุนและสมมุติฐานที่ว่าสินทรัพย์จะไม่กลายเป็นสินทรัพย์ไร้มูลค่าในที่สุด

หากคุณต้องการอ่านวิธีง่ายๆ ในการนำกลยุทธ์นี้ไปใช้กับ Bitcoin ลองอ่านบทความทำความเข้าใจเกี่ยวกับ Dollar-Cost Averaging (DCA)


Index Investing (การลงทุนในดัชนี) คืออะไร

Index Investing อาจถือได้ว่าเป็นรูปแบบหนึ่งของการ "Buy and Hold" ดังที่ชื่อบอกไว้ นักลงทุนจะหากำไรจากการปรับตัวของสินทรัพย์ภายในดัชนีที่เฉพาะ โดยนักลงทุนอาจซื้อสินทรัพย์ด้วยตัวเองหรือเลือกลงทุนในกองทุนดัชนี (Index Fund)
กลยุทธ์นี้เป็นแนวทางการเทรดแบบ Passive ผู้ใช้ยังสามารถได้รับประโยชน์จากการ Diversification (การกระจายการลงทุน) ไปในหลายๆ สินทรัพย์ โดยไม่ต้องกังวลกับการเทรดแบบ Active


Paper Trading คืออะไร

Paper Trading หรือการเทรดแบบจำลองอาจใช้กลยุทธ์ใดก็ได้ แต่นักเทรดเพียงจำลองการซื้อขายสินทรัพย์เท่านั้น Paper Trading เป็นสิ่งที่คุณอาจพิจารณาใช้ในฐานะมือใหม่ (หรือแม้แต่นักเทรดที่มีประสบการณ์ก็สามารถใช้ได้) เพื่อทดสอบทักษะโดยไม่ต้องเสี่ยงเงินจริงของคุณ

ตัวอย่างเช่น คุณอาจคิดว่าได้ค้นพบกลยุทธ์ที่ดีเพื่อกะเวลาที่ราคา Bitcoin จะปรับตัวลง และคุณอยากลองทำกำไรจากการปรับตัวลงของราคานี้เมื่อเกิดขึ้นจริง ก่อนที่จะนำ Fund ทั้งหมดไปเสี่ยง คุณอาจลองเทรดแบบจำลองดูก่อนได้ ซึ่งอาจทำได้โดยการเขียนราคา ณ เวลาที่คุณต้องการ "เปิด" Short ใส่กระดาษไว้ รวมทั้งราคา ณ เวลาที่ปิด หรือคุณยังสามารถใช้โปรแกรมที่จำลองอินเทอร์เฟซการเทรดที่ได้รับความนิยมต่างๆ ได้

ประโยชน์หลักของการเทรดแบบจำลอง (Paper Trading) คือการทดสอบกลยุทธ์ของคุณโดยไม่เสียเงินหากสถานการณ์ไม่เป็นไปตามคาด คุณสามารถเห็นภาพว่ากลยุทธ์ของคุณจะเกิดผลอย่างไรโดยไร้ความเสี่ยง แน่นอนว่าการเทรดแบบจำลองให้ความเข้าใจอย่างจำกัดเกี่ยวกับสภาพแวดล้อมจริงสำหรับการซื้อขาย เพราะเป็นเรื่องยากที่จะเลียนแบบอารมณ์ความรู้สึกจริงเมื่อมีเงินของคุณเข้ามาเกี่ยวข้องจริงๆ การเทรดแบบจำลองนั้นไม่มีตัวกระตุ้นเหมือนการเทรดจริง ซึ่งอาจให้ความรู้สึกที่ต่างไปเกี่ยวกับราคาและค่าธรรมเนียม นอกจากว่าคุณจะคำนึงถึงปัจจัยเหล่านี้สำหรับแพลตฟอร์มต่างๆ ขณะจำลองการเทรดด้วย

Binance มี 2 ตัวเลือกสำหรับการเทรดแบบจำลอง ตัวอย่างเช่น Binance Futures Testnet ที่มีอินเทอร์เฟซแบบสมบูรณ์ หากคุณสร้างบอทหรือโปรแกรมเทรดเอง คุณสามารถเข้าถึง Spot Exchange Testnet ได้ผ่าน API



บทที่ 4 - ข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับการวิเคราะห์ทางเทคนิค (Technical Analysis)


เนื้อหา


Long Position คืออะไร

Long Position (หรือเรียกสั้นๆ ว่า Long) หมายถึงการซื้อสินทรัพย์ด้วยความคาดหวังว่ามูลค่าจะสูงขึ้น Long Position มักจะใช้ในบริบทของผลิตภัณฑ์อนุพันธ์ (Derivatives Products) หรือ Forex แต่ก็สามารถใช้กับกลุ่มสินทรัพย์หรือประเภทตลาดใดๆ ก็ได้ การซื้อสินทรัพย์ในตลาด Spot เพื่อหวังให้ราคาสูงขึ้นถือเป็น Long Position เช่นกัน

Going Long สำหรับผลิตภัณฑ์ทางการเงินถือเป็นแนวทางการลงทุนที่พบบ่อยที่สุด โดยเฉพาะสำหรับผู้เริ่มต้น กลยุทธ์การเทรดระยะยาว เช่น Buy and Hold อยู่บนสมมุติฐานที่ว่าสินทรัพย์อ้างอิงจะมีมูลค่าเพิ่มมากขึ้น ดังนั้น หากมองในแง่นี้ Buy and Hold ก็คือการ Going Long เป็นระยะเวลาต่อเนื่องช่วงหนึ่ง

อย่างไรก็ตาม การใช้วิธี Long ไม่ได้จำเป็นว่านักเทรดหวังจะสร้าง Gains จากการปรับตัวขึ้นของราคาเสมอไป ตัวอย่างเช่น Leveraged Token BTCDOWN มีความสัมพันธ์ในทางตรงข้ามกับราคาของ Bitcoin หากราคาของ Bitcoin เพิ่มขึ้น ราคาของ BTCDOWN จะลดลง หากราคาของ Bitcoin ลดลง ราคาของ BTCDOWN จะเพิ่มขึ้น ดังนั้น การเข้าสู่ Long Position ใน BTCDOWN ก็มีค่าเท่ากับการปรับตัวลงของราคาของ Bitcoin


Shorting คืออะไร

Short Position (หรือ Short) หมายถึงการขายสินทรัพย์ด้วยความตั้งใจที่จะซื้อกลับคืนในภายหลังในราคาที่ต่ำกว่า Shorting มีความเกี่ยวข้องอย่างมากกับ Margin Trading เนื่องจากอาจเกิดได้กับสินทรัพย์ที่ถูกยืม อย่างไรก็ตาม วิธีนี้ยังใช้กันทั่วไปในตลาดอนุพันธ์ และยังสามารถทำได้ด้วย Spot Position ง่ายๆ เราลองมาดูกันว่า Shorting มีกลไกการทำงานอย่างไร
การ Shorting ในตลาด Spot นั้นไม่ใช่เรื่องยาก สมมุติว่าคุณมี Bitcoin อยู่แล้วและคุณคาดว่าราคาจะลงลง คุณขาย BTC เป็น USD และวางแผนว่าจะซื้อกลับคืนในภายหลังเมื่อราคาลดลง ในกรณีนี้ คุณเข้าสู่ Short Position สำหรับ Bitcoin เนื่องจากคุณขายในราคาสูงเพื่อซื้อคืนในราคาที่ตำ่ลง ฟังดูง่ายๆ ใช่ไหม แล้วการ Shorting สำหรับ Fund ที่กู้ยืมล่ะ? ลองมาดูตัวอย่างกัน 
คุณกู้สินทรัพย์ที่คิดว่าจะมีมูลค่าลดลง ตัวอย่างเช่น หุ้นหรือคริปโตเคอร์เรนซี แล้วขายในทันที หากการเทรดเป็นไปตามที่คุณคาดและราคาสินทรัพย์ปรับตัวลดลง คุณซื้อคืนสินทรัพย์จำนวนเดิมที่กู้มา คุณชำระค่าสินทรัพย์ที่กู้ยืมมา (พร้อมกับดอกเบี้ย) และทำกำไรจากส่วนต่างระหว่างราคาแรกที่คุณขายกับราคาที่คุณซื้อคืน
แล้ว Shorting Bitcoin สำหรับ Fund ที่กู้ยืมมามีลักษณะเป็นอย่างไร ลองดูตัวอย่างต่อไปนี้ หากเราวางหลักประกัน (Collateral) เพื่อยืม 1 BTC จากนั้นขายทันทีที่ราคา $10,000 ตอนนี้เรามี $10,000 สมมุติว่าราคาลดเหลือ $8,000 เราซื้อ 1 BTC และจ่ายคืนหนี้สำหรับ 1 BTC พร้อมกับดอกเบี้ย เนื่องจากเราขายไปทีแรกในราคา $10,000 และซื้อกลับในราคา $8,000 กำไรของเราคือ $2,000 (หักการชำระดอกเบี้และค่าธรรมเนียมการเทรด)


Order Book คืออะไร

Order Book คือการรวบรวม Order ที่เปิดอยู่ในปัจจุบันสำหรับสินทรัพย์หนึ่งๆ โดยจัดระเบียบตามราคา เมื่อคุณโพสต์ Order ที่ไม่ได้ Fill (จับคู่การซื้อขาย) ในทันที Order ดังกล่าวจะเพิ่มไปยัง Order Book และจะคงอยู่จนกว่าจะถูก Fill โดย Order อื่นหรือถูกยกเลิก

Order Book ในแต่ละแพลตฟอร์มจะแตกต่างกันออกไป แต่โดยทั่วไปแล้ว Order Book จะมีข้อมูลคล้ายๆ กัน คุณจะเห็นจำนวน Order ในระดับราคาต่างๆ

ในกรณีการแลกเปลี่ยนคริปโตและการเทรดออนไลน์นั้น รายการ Order ใน Order Book จะถูกจับคู่ด้วยระบบที่เรียกว่า Matching Engine ระบบนี้จะกำหนดให้มีการดำเนินการ (Execute) เทรด เทียบได้ว่าเป็นเหมือนสมองของตลาดแลกเปลี่ยน ดังนั้น Matching Engine และ Order Book จึงถือเป็นหัวใจหลักของแนวคิดตลาดแลกเปลี่ยนแบบอิเล็กทรอนิก


Order Book Depth คืออะไร

Order Book Depth (หรือ Market Depth) หมายถึงการจำลองภาพ Order ที่กำลังเปิดอยู่ใน Order Book โดยมี Buy Order อยู่ด้านหนึ่ง และ Sell Order อยู่อีกด้าน แล้วนำมาแสดงร่วมกันในกราฟ


Order Book Depth ของ BTC/USDT Market Pair บน Binance


หากกล่าวในกรณีทั่วไปแล้ว Depth ของ Order Book นั้นยังอาจหมายถึงปริมาณสภาพคล่องที่ Order Book สามารถรับได้ ยิ่งตลาด "ลึกมาก" เท่าไหร่ Order Book ก็มีสภาพคล่องมากขึ้นเท่านั้น ดังนั้น ตลาดที่มีสภาพคล่องมากกว่าจึงสามารถรับ Order มากๆ ได้โดยไม่ส่งผลกระทบมากต่อราคา แต่หากตลาดขาดสภาพคล่อง จำนวน Order ที่เยอะก็อาจส่งผลกระทบอย่างมากต่อราคาได้


Market Order คืออะไร

Market Order คือ Order เพื่อซื้อหรือขายที่ Market Price (ราคาตลาด) ที่ดีที่สุดในปัจจุบัน โดยถือเป็นวิธีที่เร็วที่สุดในการเข้าและออกจากตลาด

การตั้งค่า Market Order หมายความว่า "ฉันต้องการดำเนินการ Order นี้ทันทีในราคาที่ดีที่สุดที่เป็นไปได้ในตลาด"
Market Order ของคุณจะ Fill Order (จับคู่การซื้อขาย) จาก Order Book ไปเรื่อยๆ จนกระทั่งดำเนินการ Fill Order สำเร็จทั้งหมด นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมนักเทรดรายใหญ่ (หรือวาฬ) จึงส่งผลต่อราคาได้มากเมื่อพวกเขาใช้ Market Order เนื่องจาก Market Order จำนวนมากส่งผลต่อสภาพคล่องของ Order Book ได้ เดี๋ยวเราลองมาดูเพิ่มเติมเมื่อพูดถึง Slippage (ค่าความคลาดเคลื่อนระหว่างราคาในจุดที่ระบบเกิดสัญญาณซื้อขาย)
หากคุณต้องการเรียนรู้เพิ่มเติม ลองดูที่บทความทำความรู้จักกับ Market Order ได้เลย


Slippage ในการเทรดคืออะไร

สิ่งหนึ่งที่คุณจำเป็นต้องทราบเมื่อพูดถึง Market Order ก็คือ Slippage (ค่าความคลาดเคลื่อนระหว่างราคาในจุดที่ระบบเกิดสัญญาณซื้อขายกับราคาที่เราสามารถซื้อขายได้จริงๆ) เมื่อเราพูดว่า Market Order จะ Fill (จับคู่ซื้อขาย)ในราคาที่ดีที่สุดที่มีอยู่ กรณีนี้หมายความว่าจะมีการ Fill Order จาก Order Book จนกระทั่ง Order ทั้งหมดได้รับการดำเนินการ (Execute) อย่างสมบูรณ์ทั้งหมด 
แต่จะเป็นอย่างไรหากมีสภาพคล่องไม่เพียงพอสำหรับราคาที่ต้องการที่จะ Fill Market Order จำนวนมาก? กรณีนี้อาจส่งผลให้เกิดความต่างอย่างมากระหว่างราคาที่คุณคาดว่าจะมีการ Fill Order กับราคาจริง โดยความคลาดเคลื่อนนี้เรียกว่า Slippage
สมมุติว่าคุณต้องการเปิด Long Position มูลค่า 10 BTC ในรูป Altcoin แต่ Altcoin นี้มี Market Cap ค่อนข้างน้อย และเทรดในตลาดที่มีสภาพคล่องต่ำ หากคุณใช้ Market Order จะมีการ Fill Order จาก Order Book ไปเรื่อยๆ จนกระทั่งดำเนินการ Fill Order มูลค่า 10 BTC นั้นทั้งหมด ในตลาดที่มีสภาพคล่องสูง คุณจะสามารถ Fill Order มูลค่า 10 BTC นี้ได้โดยไม่ส่งผลกระทบต่อราคาอย่างมีนัยสำคัญ แต่ในกรณีนี้ การขาดสภาพคล่องหมายความว่า อาจไม่มี Sell Order ใน Order Book เพียงพอสำหรับช่วงราคาปัจจุบัน 

ดังนั้น ณ เวลาที่ Fill Order มูลค่า 10 BTC เสร็จสิ้น คุณอาจเห็นว่าราคาเฉลี่ยที่จ่ายสูงกว่าที่คาดการณ์มาก หรือกล่าวได้ว่า การขาด Sell Order ส่งผลให้ Market Order ของคุณเลื่อนลำดับขึ้นใน Order Book ทำให้จับคู่กับ Order ที่แพงกว่าราคาเริ่มต้นอย่างมาก

เพราะฉะนั้นคุณควรระวังกรณี Slippage เมื่อเทรด Altcoin เนื่องจาก Trading Pair บางคู่อาจมีสภาพคล่องไม่เพียงพอที่จะ Fill Market Order ของคุณ


Limit Order คืออะไร

Limit Order เป็น Order เพื่อซื้อหรือขายสินทรัพย์ในราคาที่เฉพาะเจาะจงหรือดีกว่าราคานั้นๆ ราคานี้เรียกว่า Limit Price ทั้งนี้ Limit Buy Order จะดำเนินการ (Execute) ที่ Limit Price หรือตำ่กว่า ขณะที่ Limit Sell Order จะดำเนินการที่ Limit Price หรือสูงกว่า
การตั้งค่า Limit Order หมายว่าว่า "ฉันต้องการดำเนินการ Order นี้ในราคาที่กำหนดไว้หรือดีกว่า แต่จะต้องไม่แย่กว่าราคาที่ตั้งไว้"

การใช้ Limit Order ทำให้คุณสามารถควบคุมการเข้าและออกจากตลาดหนึ่งๆ ได้มากขึ้น เป็นการการันตีว่า Order ของคุณจะไม่ถูกดำเนินการในราคาที่แย่กว่าราคาที่คุณต้องการ อย่างไรก็ตาม Order ประเภทนี้ก็มีผลเสียเช่นกัน ราคาในตลาดอาจไม่ถึงราคาที่คุณต้องการ ทำให้ Order ของคุณไม่ถูก Fill ในหลายกรณี สิ่งนี้อาจหมายถึงการสูญเสียโอกาสการเทรดไป

การเลือกว่าจะใช้ Limit Order หรือ Market Order อาจแตกต่างกันไปสำหรับนักเทรดแต่ละคน บางคนอาจใช้เพียงหนึ่งประเภท บางคนอาจจะใช้ทั้งสองตัวเลือกโดยขึ้นอยู่กับสถานการณ์ แต่สิ่งสำคัญคือคุณเข้าใจว่า Order เหล่านี้ทำงานอย่างไรเพื่อให้ตัดสินใจได้ด้วยตัวเองว่าควรใช้ Order แบบไหน

หากคุณต้องการเรียนรู้เพิ่มเติม ลองดูที่บทความทำความรู้จักกับ Limit Order ได้เลย


Stop-Loss Order คืออะไร

เมื่อรู้จัก Market Order และ Limit Order กันแล้ว ตอนนี้เราลองมาดู Stop-Loss Order กันบ้าง Stop-Loss Order คือประเภทหนึ่งของ Limit หรือ Market Order ที่จะมีผลก็ต่อเมื่อถึงราคาหนึ่งๆ ราคานี้เรียกว่า Stop Price
วัตถุประสงค์หลักของ Stop-Loss Order ก็คือการจำกัดความสูญเสีย การเทรดทุกรายการต้องมี Invalidation Point ซึ่งเป็นระดับราคาที่คุณควรกำหนดไว้ล่วงหน้า นี่คือระดับราคาที่คุณต้องยอมรับว่าแนวคิดแรกของคุณนั้นไม่ถูกต้อง และคุณควรออกจากตลาดเพื่อป้องกันการสูญเสียเพิ่มเติม ดังนั้น Invalidation Point มักจะเป็นจุดที่คุณวาง Stop-Loss Order ของคุณ

แล้ว Stop-Loss Order มีกลไกการทำงานอย่างไร ดังที่กล่าวไปแล้วว่า Stop-Loss เป็นได้ทั้ง Limit และ Market Order ทำให้อาจเรียกได้ว่าเป็น Stop-Limit หรือ Stop-Market Order สิ่งสำคัญที่ต้องเข้าใจก็คือ Stop-Loss จะทำงานเมื่อถึงราคาหนึ่งๆ เท่านั้น (ซึ่งก็คือ Stop Price) กล่าวคือ Market หรือ Limit Order จะทำงานเมื่อถึง Stop Price ซึ่งเหมือนว่าคุณตั้ง Stop Price เป็นทริกเกอร์สำหรับ Market หรือ Limit Order นั่นเอง

อย่างไรก็ตาม มีสิ่งหนึ่งที่คุณควรพิจารณา เรารู้ว่า Limit Order จะ Fill เฉพาะเมื่อถึง Limit Price หรือราคาที่ดีกว่า แต่จะไม่ Fill หากราคาแย่กว่านั้น หากคุณใช้ Stop-Limit Order เป็น Stop-Loss แล้วเกิดภาวะตลาด Crash อย่างรุนแรง Stop-Loss อาจขยับห่างจาก Limit Price ของคุณในทันที ทำให้ Order ของคุณอยู่ในสถานะ Unfilled หรือกล่าวได้ว่า Stop Price จะทริกเกอร์ Stop-Limit Order ของคุณ แต่ Limit Order จะยังไม่ถูก Fill เนื่องจากราคาการลดลงอย่างมากและกระทันหัน นี่เป็นเหตุผลว่าทำไม Stop-Market Order จึงถือว่าปลอดภัยกว่า Stop-Limit Order เนื่องจากทำให้มั่นใจว่าแม้ในสภาพตลาดที่รุนแรง คุณจะการันตีการออกจากตลาดได้เมื่อถึง Invalidation Point ของคุณ
หากคุณต้องการเรียนรู้เพิ่มเติม ลองดูที่บทความทำความรู้จักกับ Stop-Limit Order ได้เลย


หากคุณกำลังมองหาช่องทางเทรดคริปโตเคอร์เรนซี ซื้อ Bitcoin ได้เลยที่ Binance!


Maker และ Taker คืออะไร

คุณจะเป็น Maker เมื่อคุณวาง Order ที่ไม่ถูก Fill (จับคู่ซื้อขาย) ในทันทีและถูกเพิ่มไปยัง Order Book เนื่องจาก Order ของคุณเพิ่มสภาพคล่องให้กับ Order Book คุณจึงเป็น "Maker" หรือ "ผู้สร้าง" สภาพคล่อง

Limit Order มักจะดำเนินการ (Execute) ในรูปของ Maker Order แต่ไม่ใช่ทุกกรณีไป ตัวอย่างเช่น สมมุติว่าคุณวาง Limit Buy Order ด้วย Limit Price ที่สูงกว่า Market Price ปัจจุบันมากๆ เนื่องจากคุณระบุให้ Order ดำเนินการที่ Limit Price หรือราคาที่ดีกว่า Order ของคุณจะดำเนินการตรงข้ามกับ Market Price (เนื่องจาก Market Price ต่ำกว่า Limit Price ของคุณ)

คุณจะกลายเป็น Taker เมื่อคุณวาง Order ที่ถูก Fill ในทันที โดย Order ของคุณไม่ถูกเพิ่มไปยัง Order Book แต่ถูกจับคู่กับ Order ที่มีอยู่แล้วใน Order Book ในทันที เนื่องจากคุณ Take หรือนำสภาพคล่องออกจาก Order Book คุณจึงเป็น Taker ทั้งนี้ Market Order จะเป็น Taker Order เสมอ เนื่องจากคุณดำเนินการ Order ที่ Market Price ที่ดีที่สุดที่มีอยู่
ตลาดแลกเปลี่ยนบางแห่งใช้โมเดลค่าธรรมเนียมหลายขั้นเพื่อจูงใจให้นักเทรดจัดหาสภาพคล่อง เพราะการดึงดูดนักเทรดที่เทรดในปริมาณมากนั้นเป็นประโยชน์ต่อตลาดแลกเปลี่ยนเอง เพราะยิ่งสภาพคล่องสูง ยิ่งดึงดูดสภาพคล่องเพิ่มเติมเข้ามาอีก ในระบบเช่นนี้ Maker มักจะจ่ายค่าธรรมเนียมต่ำกว่า Taker เนื่องจาก Maker เป็นผู้เพิ่มสภาพคล่องให้กับตลาดแลกเปลี่ยน ในบางกรณี ตลาดแลกเปลี่ยนอาจมอบข้อเสนอคืนเงินค่าธรรมเนียมให้กับ Maker คุณสามารถดูระดับขั้นค่าธรรมเนียม ณ ปัจจุบันของ Binance ได้ที่หน้านี้
หากคุณต้องการอ่านข้อมูลเพิ่มเติม ลองดูที่บทความทำความรู้จักกับ Maker และ Taker ได้เลย


Bid-Ask Spread คืออะไร

Bid-Ask Spread คือส่วนต่างระหว่าง Buy Order สูงสุด (Bid) และ Sell Order ต่ำสุด (Ask) สำหรับตลาดหนึ่งๆ ซึ่งก็คือช่องว่างระหว่างราคาสูงสุดที่ผู้ขายยอมขาย และราคาต่ำที่สุดที่ผู้ซื้อยอมซื้อ
Bid-Ask Spread เป็นวิธีในการวัดสภาพคล่องของตลาด ยิ่ง Bid-Ask Spread น้อย สภาพคล่องของตลาดก็ยิ่งมาก เราอาจพิจารณาได้ว่า Bid-Ask Spread เป็นตัววัดอุปทานและอุปสงค์สำหรับสินทรัพย์หนึ่งๆ ดังนั้น อุปทานจึงแทนด้วยฝ่าย Ask ขณะที่อุปสงค์แทนด้วยฝ่าย Bid

เมื่อคุณวาง Market Buy Order จะมีการ Fill ในราคา Ask ที่ต่ำที่สุดที่มีอยู่ ในทางตรงข้าม เมื่อคุณวาง Market Sell Order จะมีการดำเนินการในราคา Bid ที่สูงที่สุดที่มี 


กราฟแท่งเทียน (Candlestick Chart) คืออะไร

กราฟแท่งเทียน (Candlestick Chart) คือกราฟที่แสดงราคาของสินทรัพย์ในช่วงเวลาหรือไทม์เฟรมหนึ่งๆ โดยกราฟประกอบไปด้วยแท่งเทียน แต่ละแท่งจะแสดงระยะเวลาเดียวกัน ตัวอย่างเช่น กราฟหนึ่งชั่วโมงจะแสดงแท่งเทียนต่างๆ โดยที่แต่ละแท่งจะแทนระยะเวลาหนึ่งชั่วโมง และกราฟหนึ่งวันจะมีแท่งเทียนที่แสดงช่วงเวลาหนึ่งวัน เป็นต้น

กราฟรายวันของ Bitcoin โดยแต่ละแท่งเทียนแสดงการเทรดในหนึ่งวัน


แท่งเทียนหนึ่งประกอบไปด้วยจุดข้อมูล 4 จุด: Open, High, Low และ Close (หรือที่เรียกว่าค่า OHLC) จุด Open และ Close คือราคาแรกและราคาสุดท้ายที่บันทึกสำหรับไทม์เฟรมนั้นๆ ขณะที่จุด Low และ High คือราคาต่ำสุดและสูงสุดที่บันทึก 

กราฟแท่งเทียนเป็นหนึ่งในเครื่องมือที่สำคัญที่สุดสำหรับการวิเคราะห์ข้อมูลทางการเงิน โดยกราฟแท่งเทียนนั้นมีประวัติความเป็นมาย้อนไปถึงศตวรรษที่ 17 ในประเทศญี่ปุ่น แต่ได้รับการปรับปรุงในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 โดยผู้บุกเบิกด้านการเทรดอย่าง Charles Dow
การวิเคราะห์กราฟแท่งเทียนคือหนึ่งในวิธียอดนิยมในการศึกษาตลาด Bitcoin ผ่านการวิเคราะห์ทางเทคนิค (Technical Analysis) หากคุณสนใจเรียนรู้วิธีอ่านกราฟแท่งเทียน ลองศึกษาคู่มือกราฟแท่งเทียนสำหรับมือใหม่ของเรา


รูปแบบกราฟแท่งเทียน (Candlestick Chart Pattern) คืออะไร

แนวคิดหลักของการวิเคราะห์ทางเทคนิคอยู่บนสมมุติฐานที่ว่าการเคลื่อนไหวของราคาในอดีตอาจสามารถบ่งชี้ Price Action ในอนาคตได้ ดังนั้น เราสามารถศึกษารูปแบบกราฟแท่งเทียนเพื่อสร้างแนวทางการเทรดตามข้อมูลดังกล่าวได้

กราฟแท่งเทียนช่วยให้นักเทรดวิเคราะห์โครงสร้างตลาดและระบุว่าอยู่ในสภาวะตลาดแบบ Bull (ขาขึ้น) หรือ Bear (ขาลง) ได้ รวมทั้งอาจช่วยให้ระบุจุดที่น่าสนใจในกราฟได้ เช่น ระดับ Support (แนวรับ) หรือ Resistance (แนวต้าน) หรือจุดที่เทรนด์จะกลับตัว โดยบริเวณในกราฟเหล่านี้มักจะมีกิจกรรมการเทรดสูง
รูปแบบกราฟแท่งเทียนยังเป็นวิธีที่ยอดเยี่ยมในการจัดการความเสี่ยง เนื่องจากสามารถแสดงให้เห็น Trade Setup ที่ได้รับการกำหนดอย่างชัดเจนและแน่นอน โดยรูปแบบกราฟแท่งเทียนสามารถชี้เป้าราคา (Price Target) และ Invalidation Point ได้อย่างชัดเจนเพื่อช่วยให้นักเทรดสามารถสร้าง Trade Setup ที่แม่นยำและควบคุมได้ ดังนั้น รูปแบบกราฟแท่งเทียนจึงเป็นที่นิยมของทั้งนักเทรด Forex และคริปโตเคอร์เรนซี
ตัวอย่างของรูปแบบกราฟแท่งเทียนที่พบได้บ่อยๆ ได้แก่ ธง, สามเหลี่ยม, ลิ่ม, ค้อน, ดาว และ Doji หากคุณต้องการเรียนรู้วิธีอ่านรูปแบบกราฟเหล่านี้ ลองดูที่บทความ 12 รูปแบบแท่งเทียนยอดนิยมที่ใช้ในการวิเคราะห์ทางเทคนิค และคู่มือรูปแบบกราฟที่พบบ่อยสำหรับมือใหม่


เส้นแนวโน้ม (Trend Line) คืออะไร

เส้นแนวโน้ม (Trend Line) เป็นเครื่องมือที่ทั้งนักเทรดและนักวิเคราะห์ทางเทคนิคนิยมใช้ เส้นเหล่านี้จะเชื่อมต่อจุดข้อมูลต่างๆ ในกราฟ โดยทั่วไปแล้วข้อมูลดังกล่าวคือราคา แต่ก็ไม่ใช่ในทุกกรณีไป นักเทรดบางคนอาจวาดเส้นแนวโน้มโดยใช้เครื่องมือวิเคราะห์ทางเทคนิค ได้แก่ Indicator และ Oscillator

แนวคิดหลักของการวาดเส้นแนวโน้มก็คือการเห็นภาพแง่มุมบางส่วนของ Price Action เพื่อให้นักเทรดสามารถระบุแนวโน้มและโครงสร้างตลาดโดยรวมได้


ราคาของ Bitcoin สัมผัสเส้นแนวโน้ม (Trend Line) หลายครั้ง แสดงถึงแนวโน้มขาขึ้น


นักเทรดบางคนอาจใช้เส้นแนวโน้มเพื่อทำความเข้าใจโครงสร้างตลาดมากขึ้นเท่านั้น ขณะที่บางคนอาจใช้เพื่อสร้างแผนการเทรดที่ปฏิบัติจริงได้ โดยอาศัยข้อมูลจากวิธีที่เส้นแนวโน้มมีปฏิสัมพันธ์กับราคา

เส้นแนวโน้มสามารถนำไปใช้ได้กับกราฟที่แสดงช่วงเวลาใดๆ ก็ได้ อย่างไรก็ตาม เช่นเดียวกับเครื่องมือวิเคราะห์ตลาดอื่นๆ เส้นแนวโน้มที่มีไทม์เฟรมหรือช่วงเวลานานกว่าจะมีความน่าเชื่อถือมากกว่าเส้นแนวโน้มในไทม์เฟรมที่สั้นกว่า 

อีกสิ่งหนึ่งที่ควรพิจารณาคือความชัดเจน (Strength) ของเส้น trend line คำนิยามดั้งเดิมของเส้นแนวโน้มกำหนดว่าต้องสัมผัสราคาอย่างน้อย 2 หรือ 3 ครั้งจึงจะนับว่าเป็น Trend Line (Valid) โดยทั่วไปแล้ว ยิ่งราคาสัมผัสหรือสัมผัสกับ trend line มากเท่าไหร่ ความน่าเชื่อถือก็ยิ่งมากขึ้นเท่านั้น
หากคุณต้องการอ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับวิธีวาดเส้นแนวโน้ม ลองศึกษาได้ที่บทความทำความเข้าใจเกี่ยวกับเส้นแนวโน้ม (Trend Line)


แนวรับ (Support) และแนวต้าน (Resistance) คืออะไร

Support (แนวรับ) และ Resistance (แนวต้าน) ถือเป็นหนึ่งในแนวคิดพื้นฐานที่เกี่ยวข้องกับการเทรดและการวิเคราะห์ทางเทคนิค
Support (แนวรับ) หมายถึงระดับ "Floor" (พื้น) ของราคา หรือกล่าวได้ว่าระดับแนวรับคือบริเวณที่มีอุปสงค์ (Demand) สูง และเป็นจุดที่ผู้ซื้อเข้ามามีบทบาทและผลักดันให้ราคาสูงขึ้น
Resistance (แนวต้าน) หมายถึงระดับ "Ceiling" (เพดาน) ของราคา ระดับแนวต้านคือบริเวณที่มีอุปทาน (Supply) สูง และเป็นจุดที่ผู้ขายเข้ามามีบทบาทและผลักดันให้ราคาต่ำลง


ระดับ Support หรือแนวรับ (สีแดง) ถูกทดสอบและมีการทะลุแนวรับ ทำให้เปลี่ยนไปเป็นแนวต้าน


ตอนนี้คุณทราบแล้วว่าแนวรับและแนวต้านคือระดับการเพิ่มอุปสงค์และอุปทานตามลำดับ อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยอื่นๆ อีกมากมายที่เกี่ยวข้องเมื่อพูดถึงแนวรับและแนวต้าน

ตัวบ่งชี้หรืออินดิเคเตอร์ทางเทคนิค เช่น Trend Line, Moving Average, Bollinger Bands, Ichimoku Clouds และ Fibonacci Retracement ยังสามารถแสดงถึงระดับแนวรับและแนวต้านที่มีโอกาสเป็นไปได้อีกด้วย นอกจากนี้ยังมีการใช้แม้กระทั่งความรู้ด้านจิตวิทยามนุษย์ ซึ่งเป็นเหตุผลว่าทำไมนักเทรดและนักลงทุนจึงอาจผสานการใช้แนวรับและแนวต้านในกลยุทธ์การเทรดของตนแตกต่างกันออกไป
หากคุณต้องการอ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับวิธีวาดระดับแนวรับและแนวต้าน ลองศึกษาได้ที่บทความทำความเข้าใจเบื้องต้นเกี่ยวกับ Support (แนวรับ) และ Resistance (แนวต้าน)



บทที่ 5 – อินดิเคเตอร์สำหรับการวิเคราะห์ทางเทคนิค (Technical analysis indicator)


เนื้อหา


อินดิเคเตอร์สำหรับการวิเคราะห์ทางเทคนิค (Technical analysis indicator) คืออะไร

อินดิเคเตอร์หรือตัวชี้วัดทางเทคนิค (Technical Indicator) ใช้เพื่อคำนวณเมตริกที่เกี่ยวข้องกับตราสารทางการเงิน การคำนวณนี้อยู่บนพื้นฐานของราคา, ปริมาณ, ข้อมูลในเครือข่าย (On-Chain Data), Open Interest, Social Metrics หรือแม้แต่อินดิเคเตอร์ตัวอื่น
ดังที่ได้กล่าวไปแล้ว วิธีการของนักวิเคราะห์ทางเทคนิคอยู่บนสมมุติฐานที่ว่ารูปแบบราคาในอดีต (Historical Price Pattern) อาจช่วยระบุการเคลื่อนไหวของราคาในอนาคตได้ ดังนั้น นักเทรดที่ใช้การวิเคราะห์ทางเทคนิคอาจใช้อินดิเคเตอร์ทางเทคนิคอันหลากหลายเพื่อพยายามหาจุดเข้าและออกจากตลาดบนกราฟ
อินดิเคเตอร์ทางเทคนิคสามารถแบ่งประเภทได้หลายวิธี ซึ่งอาจรวมถึงการพิจารณาว่าอินดิเคเตอร์ชี้ไปยังแนวโน้มในอนาคตหรือไม่ (Lead Indicator) หรือเป็นอินดิเคเตอร์ที่ยืนยันรูปแบบซึ่งเกิดขึ้นแล้ว (Lagging Indicator) หรือเป็นอินดิเคเตอร์ที่อธิบายเหตุการณ์ที่เกิดอยู่แบบเรียลไทม์ (Coincident Indicator)
การจัดประเภทอื่นๆ อาจพิจารณาจากวิธีที่อินดิเคเตอร์เหล่านี้แสดงข้อมูล หากใช้หลักการนี้ อินดิเคเตอร์จึงอาจเป็น Overlay Indicator ที่แสดงข้อมูลซ้อนทับ (Overlay) ราคา และเป็นออสซิลเลเตอร์ที่แกว่ง (Oscillate) ระหว่างค่าต่ำสุดและสูงสุด 
ยังมีอินดิเคเตอร์ที่พุ่งเป้าไปที่การวัดแง่มุมเฉพาะของตลาด เช่น อินดิเคเตอร์โมเมนตัม (Momentum Indicator) ดังที่เห็นได้จากชื่อ อินดิเคเตอร์นี้วัดและแสดงโมเมนตัมของตลาด

แล้วอินดิเคเตอร์การวิเคราะห์ทางเทคนิคตัวไหนที่ดีที่สุด? ไม่มีคำตอบง่ายๆ สำหรับคำถามนี้ นักเทรดอาจใช้อินดิเคเตอร์หลายประเภท และตัวเลือกก็มักจะขึ้นอยู่กับกลยุทธ์การเทรดส่วนตัว อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจต้องขึ้นอยู่กับข้อมูลเกี่ยวกับอินดิเคเตอร์ต่างๆ และนี่คือสิ่งที่เราจะเรียนรู้กันในบทนี้


ตัวชี้วัดนำ (Leading Indicator) และตัวชี้วัดตาม (Lagging Indicator)

ดังที่เราได้กล่าวไปแล้ว อินดิเคเตอร์ต่างๆ จะมีคุณลักษณะที่ต่างกันไป และควรนำไปใช้สำหรับจุดประสงค์ที่เฉพาะเจาะจง ตัวชี้วัดนำ (Leading Indicator) ชี้ไปที่เหตุการณ์ในอนาคต ขณะที่ตัวชี้วัดตาม (Lagging Indicator) ใช้เพื่อยืนยันสิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว ว่าแต่คุณควรจะเลือกใช้อินดิเคเตอร์เหล่านี้ตอนไหน

ตัวชี้วัดนำ (Leading Indicator) มักมีประโยชน์ในการวิเคราะห์ระยะสั้นและระยะกลาง โดยจะใช้เมื่อนักวิเคราะห์คาดว่าจะเกิดแนวโน้มหรือเทรนด์ในตลาด และต้องการหาเครื่องมือทางสถิติเพื่อสนับสนุนสมมติฐานของตน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวงการเศรษฐศาสตร์ ตัวชี้วัดนำนั้นมีประโยชน์อย่างยิ่งในการคาดการณ์ช่วงภาวะเศรษฐกิจถดถอย (Recession) 

สำหรับการเทรดและการวิเคราะห์ทางเทคนิค เรายังสามารถใช้ประโยชน์จากความสามารถในการคาดการณ์ (Predictive Quality) ของตัวชี้วัดนำได้อีกด้วย อย่างไรก็ตาม ไม่มีอินดิเคเตอร์วิเศษใดๆ ที่สามารถทำนายอนาคตได้แม่นยำ ดังนั้น คุณควรใช้ดุลยพินิจในการพิจารณาการคาดการณ์เหล่านี้

ขณะที่ตัวชี้วัดตาม (Lagging Indicator) ใช้เพื่อยืนยันเหตุการณ์และแนวโน้มที่เกิดขึ้นแล้ว หรือกำลังเกิดขึ้นอยู่ แม้อาจดูเหมือนเป็นสิ่งไม่จำเป็น แต่ข้อมูลนี้ก็อาจเป็นประโยชน์ ตัวชี้วัดตามสามารถแสดงบางแง่มุมของตลาดที่อาจซ่อนอยู่ให้เด่นชัดขึ้นมาได้ ดังนั้น ตัวชี้วัดตามจึงมักจะใช้กับการวิเคราะห์กราฟระยะยาว

หากต้องการเรียนรู้เพิ่มเติม ลองดูที่บทความทำความเข้าใจเกี่ยวกับตัวชี้วัดนำ (Leading Indicator) และตัวชี้วัดตาม (Lagging Indicator) ได้เลย


อินดิเคเตอร์โมเมนตัม (Momentum Indicator) คืออะไร

อินดิเคเตอร์โมเมนตัม (Momentum Indicator) มีจุดประสงค์เพื่อวัดและแสดงโมเมนตัมของตลาด หรือพูดง่ายๆ ก็คือการวัดความเร็วของการเปลี่ยนแปลงราคา อินดิเคเตอร์โมเมนตัมมีเป้าหมายเพื่อวัดอัตราที่ราคาเพิ่มขึ้นหรือลดลง ดังนั้น นักเทรดจึงมักใช้ในการวิเคราะห์ระยะสั้นเพื่อมองหากำไรจากความผันผวนที่รุนแรง

เป้าหมายของนักเทรดแบบโมเมนตัม (Momentum Trader) ก็คือการเข้าสู่การเทรดเมื่อโมเมนตัมสูง และออกเมื่อโมเมนตัมเริ่มลดลง โดยปกติแล้ว หากความผันผวนต่ำ ราคามักจะอยู่ในช่วงแคบๆ เมื่อมีแรงกดดันเพิ่มขึ้น ราคามักจะเปลี่ยนแปลงอย่างมาก จนกระทั่งออกจากช่วงราคานั้นในที่สุด จุดนี้คือสถานการณ์ที่นักเทรดแบบโมเมนตัมจะใช้ประโยชน์

เมื่อการเคลื่อนไหวสิ้นสุดลงและนักเทรดได้ออกจาก Position แล้ว พวกเขาจะเปลี่ยนไปเทรดสินทรัพย์ต่อไปที่มีโมเมนตัมสูงและพยายามดำเนินการตามแผนเดิม ดังนั้น Day Trader, Scalper และนักเทรดระยะสั้นจึงนิยมใช้อินดิเคเตอร์โมเมนตัมเพื่อหาโอกาสเทรดที่รวดเร็ว 


ปริมาณการซื้อขาย (Trading Volume) คืออะไร

เราอาจมองได้ว่าปริมาณการซื้อขาย (Trading Volume) เป็นอินเดอร์เคเตอร์ที่สำคัญอย่างยิ่ง เพราะปริมาณการซื้อขายบอกถึงหน่วยสินทรัพย์ที่ได้รับการเทรดในช่วงเวลาหนึ่งๆ ซึ่งแสดงว่าสินทรัพย์มีการเปลี่ยนมือมากน้อยเพียงใดระหว่างช่วงเวลาที่วัด
บางคนพิจารณาว่าปริมาณการซื้อขายเป็นอินดิเคเตอร์ทางเทคนิคที่สำคัญที่สุด คำพูดที่ว่า "ปริมาณมาก่อนราคา" เป็นคำพูดที่รู้จักกันดีในวงการการเทรด โดยคำพูดนี้แสดงให้เห็นว่าปริมาณการซื้อขายที่มากอาจเป็นตัวชี้วัดนำ (Leading Indicator) ก่อนที่จะเกิดการเคลื่อนไหวของราคาครั้งใหญ่ (ไม่ว่าจะไปในทิศทางใด)
การใช้ข้อมูลปริมาณการซื้อขายจะทำให้นักเทรดสามารถวัดความแข็งแกร่ง (Strength) ของ Underlying Trend ได้ หากความผันผวนสูงมาพร้อมกับปริมาณการซื้อขายที่มาก กรณีนี้อาจพิจารณาได้ว่าเป็นการยืนยันความถูกต้องของแนวโน้ม ทั้งนี้เนื่องจากกิจกรรมการซื้อขายสูงควรหมายถึงปริมาณ (Volume) ที่สูง เพราะนักเทรดและนักลงทุนจะแอคทีฟในระดับราคาหนึ่งๆ อย่างไรก็ตาม หากความผันผวนไม่มาพร้อมปริมาณสูง อาจถือได้ว่า Underlying Trend นั้นอ่อนแอ (Weak)
ระดับราคา (Price Level) ที่มีปริมาณการซื้อขายสูงในอดีตยังอาจแสดงจุดที่ควรเข้าและออกจากตลาดสำหรับนักเทรดได้ เนื่องจากเหตุการณ์มักจะเกิดซ้ำ ระดับราคาเหล่านี้อาจสื่อถึงจุดที่กิจกรรมการซื้อขายน่าจะเพิ่มสูงขึ้น ถ้าจะให้ดีแล้ว ระดับ Support (แนวรับ) และ Resistance (แนวต้าน) ควรมาพร้อมการเพิ่มขึ้นของปริมาณการซื้อขายด้วยเพื่อยืนยันความแข็งแกร่งของระดับราคา


Relative Strength Index (RSI) คืออะไร

Relative Strength Index (RSI) คือ อินดิเคเตอร์ที่แสดงว่าสินทรัพย์อยู่ในภาวะ Overbought หรือภาวะ Oversold หรือไม่ RSI เป็นออสซิลเลเตอร์โมเมนตัม (Momentum Oscillator) ที่แสดงอัตราการเปลี่ยนแปลงของราคา ออสซิลเลเตอร์นี้มีค่าระหว่าง 0 และ 100 โดยข้อมูลมักจะแสดงบนกราฟเส้น


อินดิเคเตอร์ RSI ที่ใช้กับกราฟของ Bitcoin


แนวคิดเบื้องหลังการวัดโมเมนตัมตลาดคือ หากโมเมนตัมเพิ่มขณะที่ราคาเพิ่มสูงขึ้น เราอาจพิจารณาได้ว่าแนวโน้มขาขึ้นมีความแข็งแกร่ง (Strong) ในทางตรงข้าม หากโมเมนตัมลดลงในแนวโน้มขาขึ้น เราอาจพิจารณาได้ว่าแนวโน้มขาขึ้นนี้อ่อนแอ (Weak) ซึ่งในกรณีดังกล่าว แนวโน้มอาจกลับตัวในเร็วๆ นี้

เราลองมาดูกันว่าการตีความ RSI แบบดั้งเดิมนั้นเป็นอย่างไร เมื่อค่า RSI ต่ำกว่า 30 อาจพิจารณาได้ว่าสินทรัพย์อยู่ในภาวะ Oversold ในทางตรงข้าม อาจพิจารณาได้ว่าสินทรัพย์อยู่ในภาวะ Overbought เมื่อ RSI มากกว่า 70

อย่างไรก็ตาม เราควรใช้ RSI ด้วยความระมัดระวัง RSI อาจมีค่าสูงหรือต่ำมากๆ ได้ในช่วงภาวะตลาดที่รุนแรง และถึงอย่างนั้น แนวโน้มของตลาดก็อาจดำเนินไปต่อเนื่องได้ในระยะหนึ่ง
RSI เป็นหนึ่งในอินดิเคเตอร์หรือตัวชี้วัดทางเทคนิคที่เข้าใจได้ง่ายที่สุด ซึ่งทำให้เหมาะกับนักเทรดมือใหม่เป็นอย่างยิ่ง หากคุณต้องการอ่านข้อมูลเพิ่มเติม ลองดูที่บทความทำความรู้จักกับอินดิเคเตอร์ RSI ได้เลย


Moving Average (MA) คืออะไร

Moving Average แสดง Price Action ให้ดูง่ายขึ้นและอำนวยความสะดวกในการสังเกตแนวโน้มตลาด เนื่องจาก Moving Average มีพื้นฐานมากจากข้อมูลราคาในอดีต จึงทำให้ MA ขาดคุณสมบัติในการคาดการณ์ (Predictive Quality) ดังนั้น Moving Average จึงถือเป็นตัวชี้วัดตาม (Lagging Indicator)
Moving Average มีหลายประเภท โดย 2 ประเภทที่พบบ่อย ได้แก่ Simple Moving Average (SMA หรือ MA) และ Exponential Moving Average (EMA) เราลองมาดูความแตกต่างกันของ MA สองประเภทนี้กัน 
Simple Moving Average คำนวณโดยใช้ข้อมูลราคาจากช่วงเวลา n ที่ผ่านมาและสร้างค่าเฉลี่ย ตัวอย่างเช่น SMA ระยะ 10 วัน จะนำค่าเฉลี่ยราคาในช่วง 10 วันที่ผ่านมามาพล็อตเป็นกราฟ


Moving Average ระยะ 200 สัปดาห์จากข้อมูลราคาของ Bitcoin


Exponential Moving Average จะซับซ้อนกว่าเล็กน้อย เนื่องจากใช้สูตรคำนวณที่ต่างออกไปซึ่งเน้นไปที่ข้อมูลราคาที่ใหม่กว่า ดังนั้น EMA จึงตอบสนองต่อเหตุการณ์เกี่ยวกับ Price Action ล่าสุดได้เร็วกว่า ขณะที่ SMA อาจใช้เวลานานกว่าที่จะตามทัน

ดังที่กล่าวไว้ก่อนหน้านี้ Moving Average คือตัวชี้วัดตาม (Lagging Indicator) ยิ่งเราพล็อตระยะเวลานาน ข้อมูลก็ยิ่งตามหลัง (Lag) มากขึ้น ดังนั้น Moving Average ระยะ 200 วันจะตอบสนองต่อ Price Action ที่กำลังดำเนินไปช้ากว่า Moving Average ระยะ 100 วัน

Moving Average สามารถช่วยให้คุณระบุแนวโน้มหรือเทรนด์ของตลาดได้อย่างง่ายดาย หากคุณต้องการอ่านข้อมูลเพิ่มเติม ลองดูที่บทความทำความเข้าใจเกี่ยวกับ Moving Average


Moving Average Convergence Divergence (MACD) คืออะไร

MACD คือออสซิลเลเตอร์ (Oscillator) ที่ใช้ค่า Moving Average สองค่าเพื่อแสดงโมเมนตัมของตลาด โดยถือเป็นตัวชี้วัดตาม (Lagging Indicator) เนื่องจากติดตาม Price Action ที่เกิดขึ้นไปแล้ว

MACD ประกอบด้วยสองเส้น ได้แก่ เส้น MACD และเส้น Signal โดยเส้น MACD คำนวณจากค่า EMA ซึ่งได้จากข้อมูลราคาย้อนหลัง 12 วัน (12 EMA) ลบกับค่า EMA ซึ่งได้จากข้อมูลราคาย้อนหลัง 26 วัน (26 EMA) จากนั้นจะพล็อตบน 9 EMA ของเส้น MACD หรือที่เรียกว่าเส้น Signal นอกจากนี้ เครื่องมือสร้างกราฟจำนวนมากมักจะรวมฮิสโตแกรมที่แสดงระยะระหว่างเส้น MACD และเส้น Signal ไว้ด้วย


อินดิเคเตอร์ MACD ที่ใช้กับกราฟของ Bitcoin


นักเทรดอาจใช้ MACD เพื่อสังเกตความสัมพันธ์ระหว่างเส้น MACD และเส้น Signal การตัดกันของทั้งสองเส้นมักเป็นเหตุการณ์ที่น่าสนใจในสำหรับ MACD หากเส้น MACD ตัดผ่านด้านบนของเส้น Signal อาจตีความได้ว่าเป็นสัญญาณขาขึ้น (Bull) ในทางกลับกัน หากเส้น MACD ตัดผ่านด้านล่างเส้น Signal อาจตีความได้ว่าเป็นสัญญาณขาลง (Bear)
MACD เป็นหนึ่งในอินดิเคเตอร์ทางเทคนิคที่ได้รับความนิยมมากที่สุดเพื่อใช้วัดโมเมนตัมของตลาด หากคุณต้องการอ่านข้อมูลเพิ่มเติม ลองดูที่บทความทำความเข้าใจเกี่ยวกับอินดิเคเตอร์ MACD


หากคุณกำลังมองหาช่องทางเทรดคริปโตเคอร์เรนซี ซื้อ Bitcoin ได้เลยที่ Binance!


เครื่องมือ Fibonacci Retracement คืออะไร

เครื่องมือ Fibonacci Retracement (หรือ Fib Retracement) คืออินดิเคเตอร์ที่ได้รับความนิยมซึ่งอยู่บนพื้นฐานของกลุ่มตัวเลขที่เรียกว่าลำดับ Fibonacci ตัวเลขเหล่านี้ถูกค้นพบในศตวรรษที่ 13 โดยนักคณิตศาสตร์ชาวอิตาลีชื่อ Leonardo Fibonacci 
ตัวเลข Fibonacci เป็นส่วนหนึ่งของอินดิเคเตอร์หรือตัวชี้วัดสำหรับการวิเคราะห์ทางเทคนิคซึ่งมีอยู่มากมายในปัจจุบัน และ Fib Retracement ก็เป็นหนึ่งในเครื่องมือที่ได้รับความนิยมสูงสุด Fib Retracement เป็นการใช้อัตราส่วนที่ได้มาจากตัวเลข Fibonacci ในรูปเปอร์เซ็นต์ เปอร์เซ็นต์เหล่านี้จะถูกนำไปพล็อตในกราฟ นักเทรดสามารถใช้เพื่อหาระดับ Support (แนวรับ) และ Resistance (แนวต้าน) ที่เป็นไปได้ 

อัตราส่วน Fibonacci มีดังนี้:

  • 0%
  • 23.6%
  • 38.2%
  • 61.8%
  • 78.6%
  • 100%

แม้ว่าตามหลักแล้ว 50% จะไม่ใช่อัตราส่วน Fibonacci แต่นักเทรดหลายคนก็พิจารณาใช้ตัวเลขดังกล่าวสำหรับเครื่องมือนี้ นอกจากนี้ นักเทรดยังอาจใช้อัตราส่วน Fibonacci นอกช่วง 0-100% อีกด้วย อัตราส่วนนอกช่วงดังกล่าวที่พบได้บ่อยคือ 161.8%, 261.8% และ 423.6%


ระดับ Fibonacci บนกราฟ Bitcoin


แล้วนักเทรดจะใช้ระดับ Fibonacci Retracement ได้อย่างไร แนวคิดหลักในการพล็อตอัตราส่วนเปอร์เซ็นต์บนกราฟก็คือการหาพื้นที่ที่น่าสนใจ โดยปกติแล้ว นักเทรดจะเลือกจุดราคาที่สำคัญ 2 จุดบนกราฟ แล้วปักค่า 0 และ 100 ของเครื่องมือ Fib Retracement ไปยังจุดเหล่านั้น ช่วงระยะระหว่างจุดเหล่านี้อาจแสดงถึงจุดเข้าและออกจากการเทรด รวมทั้งช่วยระบุจุดวาง Stop-Loss ได้
เครื่องมือ Fibonacci Retracement เป็นอินดิเคเตอร์ที่มีประโยชน์หลากหลายและใช้ได้กับหลายกลยุทธ์การเทรด หากคุณต้องการอ่านข้อมูลเพิ่มเติม ลองดูที่บทความคู่มือการใช้ Fibonacci Retracement ของเรา


Stochastic RSI (StochRSI) คืออะไร

Stochastic RSI หรือ StochRSI เป็นการนำกลยุทธ์ RSI มาประยุกต์ใช้ ทั้งนี้ StochRSI มีลักษณะคล้ายกับ RSI ที่จุดประสงค์ใช้หลัก นั่นคือ การระบุว่าสินทรัพย์อยู่ในภาวะ Overbought หรือภาวะ Oversold หรือไม่ อย่างไรก็ตาม ในทางตรงข้ามกับ RSI ดัชนี StochRSI ไม่ได้สร้างจากข้อมูลราคา แต่มาจากค่า RSI ในเครื่องมือกราฟส่วนใหญ่ ค่าของ StochRSI จะอยู่ในช่วงระหว่าง 0 และ 1 (หรือ 0 และ 100)

StochRSI มักจะมีประโยชน์มากที่สุดเมื่อมีค่าใกล้กับค่าสูงสุดหรือต่ำสุดของช่วง แต่ความเร็ว (Speed) และความไว (Sensitivity) ที่สูงกว่าอาจทำให้ StochRSI สามารถส่ง False Signal หรือสัญญาณเท็จจำนวนมากได้ ซึ่งอาจทำให้การตีความเป็นเรื่องยาก

การตีความ StochRSI แบบดั้งเดิมนั้นคล้ายๆ กับ RSI เมื่อมีค่าสูงกว่า 0.8 จะถือว่าสินทรัพย์นั้นมีภาวะ Overbought เมื่อค่าต่ำกว่า 0.2 จะถือว่าสินทรัพย์ดังกล่าวอยู่ในภาวะ Oversold อย่างไรก็ตาม เราไม่ควรมองว่าเป็นสัญญาณตรงที่บอกให้เข้าหรือออกจากการเทรด แม้ว่าข้อมูลนี้จะบ่งชี้ได้หลายอย่าง แต่ก็อาจมีปัจจัยที่ไม่สามารถระบุได้แฝงอยู่เช่นกัน นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมเครื่องมือการวิเคราะห์ทางเทคนิค (Technical Analysis) จึงควรใช้ประกอบกับเทคนิคการวิเคราะห์ตลาดอื่นๆ
หากคุณต้องการเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับ StochRSI ลองดูที่บทความทำความเข้าใจเกี่ยวกับ Stochastic RSI ได้เลย


Bollinger Bands (BB) คืออะไร

Bollinger Bands ซึ่งตั้งชื่อตาม John Bollinger เป็นอินดิเคเตอร์ที่ใช้วัดความผันผวนของตลาด และมักใช้เพื่อสังเกตภาวะ Overbought และภาวะ Oversold อินดิเคเตอร์นี้ประกอบด้วย 3 เส้นหรือ "Band" ซึ่งได้แก่ SMA (Middle Band), Upper Band และ Lower Band โดยจะมีการวาง Band เหล่านี้พร้อมกับ Price Action ในกราฟ แนวคิดคือเมื่อความผันผวนเพิ่มขึ้นหรือลดลง ระยะระหว่าง Band ต่างๆ จะเปลี่ยนแปลง ขยาย หรือลดลง


Bollinger Bands ในกราฟ Bitcoin


เราลองมาดูการตีความโดยทั่วไปของ Bollinger Bands กัน ยิ่งราคาอยู่ใกล้ Upper Band มาก สินทรัพย์ก็ยิ่งอยู่ใกล้ภาวะ Overbought เช่นเดียวกันนี้ ยิ่งราคาอยู่ใกล้ Lower Band สินทรัพย์ก็ยิ่งอยู่ใกล้ภาวะ Oversold มากขึ้นเท่านั้น 

สิ่งหนึ่งที่ต้องทราบ คือ ราคามักจะอยู่ในช่วงระหว่าง Band แต่อาจมีการอยู่บนหรือล่าง Band ได้ในบางโอกาส กรณีนี้ไม่ถือเป็นสัญญาณให้ซื้อหรือขายในทันที ข้อมูลนี้เพียงแต่บ่งชี้ว่าตลาดมีการเคลื่อนไหวห่างจาก Middle Band SMA เข้าใกล้สภาวะรุนแรง (Extreme Condition)

นักเทรดยังอาจใช้ Bollinger Bands เพื่อพยายามคาดการณ์การบีบตัว (Squeeze) ของตลาด หรือที่เรียกว่า Bollinger Bands Squeeze กรณีนี้หมายถึงช่วงเวลาที่มีความผันผวนต่ำเมื่อ Band เข้ามาใกล้กันมากๆ และ "Squeeze" ราคาให้เข้ามาอยู่ในช่วงแคบๆ เมื่อ "แรงกดดัน (Pressure)" เพิ่มสูงขึ้นในช่วงแคบๆ นั้น ตลาดก็จะหลุดออกจากจุดดังกล่าว นำไปสู่การเพิ่มความผันผวน เนื่องจากตลาดสามารถปรับตัวขึ้นหรือลงได้ กลยุทธ์การ Squeeze จึงถือเป็นกลาง (ไม่ใช่ Bearish หรือ Bullish) ทำให้ควรพิจารณาใช้ร่วมกับเครื่องมือการเทรดอื่นๆ เช่น Support (แนวรับ) และ Resistance (แนวต้าน)
หากคุณต้องการอ่านข้อมูล Bollinger Bands เพิ่มเติม ลองดูที่บทความทำความเข้าใจเกี่ยวกับ Bollinger Bands ของเรา


Volume-Weighted Average Price (VWAP) คืออะไร

ดังที่กล่าวไปแล้วก่อนหน้านี้ นักเทรดหลายคนพิจารณาว่าปริมาณการซื้อขายเป็นอินดิเคเตอร์ที่มีความสำคัญสูงสุด ว่าแต่มีอินดิเคเตอร์ใดอีกบ้างที่เกี่ยวข้องกับปริมาณ?
Volume-Weighted Average Price หรือ VWAP ผสานพลังของปริมาณเข้ากับ Price Action ในทางปฏิบัติ VWAP คือค่าเฉลี่ยของราคาสินทรัพย์สำหรับช่วงเวลาหนึ่งๆ ที่ถ่วงน้ำหนักด้วยปริมาณ (Weighted by Volume) ทำให้มีประโยชน์มากกว่าแค่การคำนวณค่าเฉลี่ยราคา เนื่องจากยังคำนึงถึงระดับราคาที่มีปริมาณการซื้อขายมากที่สุดอีกด้วย
นักเทรดมักใช้ VWAP เป็นเกณฑ์วัด (Benchmark) สำหรับสภาพของตลาดปัจจุบัน ดังนั้น เมื่อตลาดอยู่เหนือเส้น VWAP เราอาจกล่าวได้ว่าเป็นขาขึ้น (Bullish) ขณะเดียวกัน หากตลาดอยู่ต่ำกว่าเส้น VWAP เราอาจพิจารณาได้ว่าเป็นขาลง (Bearish) คุณอาจสังเกตได้ว่ามีการตีความคล้ายกับ Moving Average โดยเราอาจเปรียบเทียบ VWAP กับ Moving Average ได้ อย่างน้อยก็ในแง่ของการใช้งาน แต่ข้อแตกต่างที่สำคัญก็คือ VWAP พิจารณาปริมาณการซื้อขาย (Trading Volume) ร่วมด้วย
นอกจากนี้ VWAP ยังสามารถใช้ระบุบริเวณที่มีสภาพคล่องสูงได้อีกด้วย นักเทรดหลายคนใช้การที่ราคาปรับตัวสูงหรือต่ำกว่าเส้น VWAP เป็นสัญญาณการเทรด อย่างไรก็ตาม พวกเขามักจะใช้เมตริกอื่นๆ ในกลยุทธ์ด้วยเพื่อลดความเสี่ยง
หากคุณต้องการทราบวิธีใช้ VWAP ลองดูที่บทความทำความเข้าใจเกี่ยวกับ Volume-Weighted Average Price (VWAP) ได้เลย


Parabolic SAR คืออะไร

Parabolic SAR ใช้เพื่อระบุทิศทางของแนวโน้มและโอกาสที่เทรนด์จะกลับตัว “SAR” ย่อมาจาก Stop and Reverse ซึ่งหมายถึงจุดที่ควรปิด Long Position และควรเปิด Short Position หรือในทางกลับกัน

Parabolic SAR แสดงเป็นชุดของจุดบนกราฟ โดยอยู่เหนือหรือด้านล่างของราคา โดยทั่วไปแล้ว หากจุดอยู่ด้านล่างของราคา หมายความว่าราคาอยู่ในช่วงขาขึ้น ในทางกลับกัน หากจุดอยู่เหนือราคา หมายความว่าราคาอยู่ในช่วงขาลง การกลับตัวของเทรนด์จะเกิดขึ้นเมื่อจุดกลับตัว (Flip) "ไปอีกด้าน" ของราคา


Parabolic SAR บนกราฟ Bitcoin


Parabolic SAR สามารถให้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับทิศทางของแนวโน้มตลาดได้ พร้อมทั้งยังมีประโยชน์ในการระบุจุดที่เกิดการกลับตัวของเทรนด์ (Trend Reversal) ได้อีกด้วย นักเทรดบางคนอาจใช้อินดิเคเตอร์ Parabolic SAR เป็นพื้นฐานของ Trailing Stop-Loss ประเภท Order พิเศษนี้เคลื่อนไปตามตลาดและทำให้นักลงทุนสามารถรักษาผลกำไรของตนได้เมื่อแนวโน้มตลาดอยู่ในช่วงขาขึ้นอย่างชัดเจน
Parabolic SAR ทำงานได้ดีที่สุดในระหว่างแนวโน้มตลาดที่แข็งแกร่ง ทั้งนี้ Parabolic SAR อาจให้สัญญาณเท็จ (False Signal) ของการกลับตัวของเทรนด์ได้ระหว่างช่วง Consolidation หากคุณต้องการเรียนรู้วิธีใช้อินดิเคเตอร์ Parabolic SAR ลองดูบทความคู่มือฉบับย่อเกี่ยวกับอินดิเคเตอร์ Parabolic SAR ของเรา


Ichimoku Cloud คืออะไร

Ichimoku Cloud คืออินดิเคเตอร์การวิเคราะห์ทางเทคนิค (TA) ที่ผสมผสานตัวชี้วัดหลายๆ ตัวไว้ในกราฟเดียว จากอินดิเคเตอร์ที่เราได้กล่าวมาทั้งหมด Ichimoku ถือเป็นหนึ่งในอินดิเคเตอร์ที่มีความซับซ้อนที่สุด เมื่อดูทีแรก สูตรและกลไกการทำงานอาจดูเหมือนเข้าใจได้ยาก แต่ในทางปฏิบัติ Ichimoku Cloud ใช้งานได้ไม่ยากนัก และนักเทรดหลายคนก็ใช้อินดิเคเตอร์นี้เนื่องจากให้สัญญาณการเทรดที่โดดเด่นและชัดเจน 
ดังที่กล่าวไปแล้ว Ichimoku Cloud ไม่ใช่แค่อินดิเคเตอร์ตัวเดียว แต่เป็นการรวบรวมตัวชี้วัดที่ให้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับโมเมนตัมของตลาด, Support (แนวรับ) และ Resistance (แนวต้าน) รวมทั้งทิศทางของแนวโน้ม ซึ่งทำได้โดยการคำนวณค่าเฉลี่ย 5 ตัวแล้วพล็อตลงกราฟ นอกจากนี้ยังสร้าง "Cloud" หรือ "ก้อนเมฆ" จากค่าเฉลี่ยดังกล่าวที่อาจใช้พยากรณ์บริเวณแนวรับและแนวต้านที่อาจเป็นไปได้อีกด้วย

แม้ว่าค่าเฉลี่ยต่างๆ จะมีบทบาทสำคัญ ตัวก้อนเมฆหรือ Cloud เองก็เป็นส่วนสำคัญของอินดิเคเตอร์เช่นกัน โดยทั่วไปแล้ว หากราคาอยู่เหนือ Cloud อาจถือได้ว่าแนวโน้มตลาดอยู่ในขาขึ้น ในทางตรงข้าม หากราคาอยู่ต่ำกว่า Cloud อาจพิจารณาได้ว่าตลาดอยู่ในขาลง


Ichimoku Cloud บนกราฟ Bitcoin ทำหน้าที่เป็น Support (แนวรับ) และ Resistance (แนวต้าน)


Ichimoku Cloud อาจทำให้สัญญาณการเทรดอื่นๆ ชัดเจนขึ้นด้วย

การใช้ Ichimoku Cloud อย่างเชี่ยวชาญนั้นไม่ใช่งานง่าย แต่หากคุณเข้าใจวิธีการทำงานแล้ว อินดิเคเตอร์นี้ก็สามารถสร้างผลลัพธ์ที่ยอดเยี่ยมได้ ลองดูบทความทำความเข้าใจเกี่ยวกับ Ichimoku Cloud เพื่อเรียนรู้เพิ่มเติม



บทที่ 6 – เคล็ดลับการเทรดคริปโตเคอร์เรนซี


เนื้อหา


วิธีเริ่มเทรดคริปโตเคอร์เรนซี

หากคุณตัดสินใจว่าต้องการเริ่มเทรด คุณควรพิจารณาประเด็นต่างๆ ดังต่อไปนี้

ก่อนอื่นเลย คุณต้องมีทุนเพื่อใช้เทรด หากคุณไม่มีเงินเก็บและเริ่มเทรดด้วยเงินที่คุณมีอยู่ทั้งหมดอาจส่งผลเสียอย่างมากต่อชีวิตของคุณ การเทรดไม่ใช่เรื่องง่ายและนักเทรดมือใหม่ส่วนมากจะเสียเงิน คุณต้องยอมรับความเสี่ยงว่าคุณอาจเสียเงินที่แบ่งไว้สำหรับการเทรดไปอย่างรวดเร็ว และไม่สามารถทำเงินกลับคืนได้ เพราะฉะนั้นเราจึงแนะนำให้เริ่มจากจำนวนน้อยๆ เพื่อทดลองก่อน

อีกหนึ่งประเด็นที่ต้องพิจารณา คือ กลยุทธ์การเทรดโดยรวมของคุณ คุณมีทางเลือกมากมายเพื่อสร้างผลตอบแทนในตลาดการเงิน คุณสามารถเลือกจากหลายกลยุทธ์เพื่อก้าวสู่เป้าหมายทางการเงินที่ตั้งไว้ โดยขึ้นอยู่กับเวลาและความพยายามที่คุณต้องการลงทุน

ท้ายที่สุดคือประเด็นที่ว่านักเทรดหลายคนทำผลงานได้ดี เมื่อการเทรดไม่ใช่แหล่งที่มาหลักของรายได้พวกเขา ซึ่งทำให้สามารถปรับอารมณ์ได้ง่ายกว่า เพราะในกรณีนี้การเทรดไม่ใช่สิ่งที่จำเป็นสำหรับการดำเนินชีวิตในแต่ละวัน การควบคุมอารมณ์เป็นหัวใจสำคัญของการเป็นนักเทรดที่ประสบความสำเร็จ ซึ่งสิ่งนี้ทำได้ยากหากการเทรดเป็นแหล่งรายได้หลักของคุณ เมื่อคุณเพิ่งเริ่มต้น ให้คิดว่าการเทรดและการลงทุนเป็นเหมือนธุรกิจเสริม และจำไว้ว่าให้เริ่มด้วยจำนวนน้อยๆ ก่อนเพื่อการเรียนรู้และฝึกฝน นอกจากนี้ การหารายได้แบบพาสซีฟ (Passive Income) จากคริปโตเคอร์เรนซีก็อาจเป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจ
หากคุณต้องการเรียนรู้ข้อผิดพลาดง่ายๆ ที่ควรหลีกเลี่ยงเกี่ยวกับการเทรดและการวิเคราะห์ทางเทคนิค ลองอ่านบทความ 7 ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในการวิเคราะห์ทางเทคนิค (TA) ของเรา


วิธีเทรดคริปโตเคอร์เรนซีใน Binance

เมื่อคุณตัดสินใจจะก้าวเข้าสู่วงการเทรดคริปโตเคอร์เรนซี คุณต้องทำอย่างไรบ้าง?
ขั้นแรก คุณต้องเปลี่ยนสกุลเงิน Fiat ให้เป็นคริปโตเคอร์เรนซีก่อน วิธีที่ง่ายที่สุดคือการไปที่หน้า "ซื้อคริปโต / Buy Crypto" ของ Binance ซึ่งคุณจะมีตัวเลือกหลากหลาย คุณสามารถซื้อคริปโตด้วยบัตรเดบิตหรือบัตรเครดิต ใช้บัญชีธนาคารในตลาดแลกเปลี่ยนแบบ P2P หรือผ่านโซลูชั่นของบุคคลที่สาม เช่น Simplex, Paxful หรือ Koinax เมื่อคุณดำเนินการเสร็จแล้ว คุณก็จะเป็นส่วนหนึ่งของระบบการเงินใหม่!
ตอนนี้เมื่อมีคริปโตเคอร์เรนซีแล้ว คุณก็มีตัวเลือกมากมาย ก่อนอื่นเลย คุณสามารถไปที่ตลาดแลกเปลี่ยน Spot ของ Binance เพื่อเทรดเหรียญต่างๆ ได้ หากคุณมีประสบการณ์เทรดมาบ้างแล้ว คุณสามารถลองดูแพลตฟอร์ม Margin Trading ของ Binance หรือ Binance Futures ได้ นอกจากนี้ เรายังเสนอโอกาสสร้างรายได้แบบพาสซีฟ (Passive Income) ให้คุณได้เลือก ซึ่งรวมถึง Staking, ปล่อยกู้สินทรัพย์ของคุณใน Binance Savings, การเข้าร่วม Binance Mining Pool และอื่นๆ อีกมากมาย
กรณีข้างต้นต่างก็มีตลาด Centralized Exchange เข้ามาเกี่ยวข้อง เช่น Binance ตลาดแลกเปลี่ยนเหล่านี้คือแหล่งที่คุณสามารถฝากคริปโตและดำเนินกิจกรรมทางการเงินต่างๆ ได้ในระบบภายในของตลาดแลกเปลี่ยน อย่างไรก็ตาม ด้วยนวัตกรรมเทคโนโลยีบล็อกเชน คุณยังมีตัวเลือกที่เรียกว่า Decentralized Exchange (DEX) อีกด้วย ใน DEX นั้น Fund ของคุณจะไม่ออกจาก Wallet คริปโตของคุณเลย ดังนั้น คุณจะมีอำนาจถือครองหรือ Custody สำหรับคริปโตของตัวเองตลอดเวลา และสามารถเชื่อมต่อ Hardware Wallet เพื่อเทรดได้โดยตรงด้วย
ตลาด Centralized Exchange มีอิทธิพลอย่างมากในวงการคริปโตเคอร์เรนซี แต่นักเทรดและสาวกบล็อกเชนหลายคนเชื่อว่าปริมาณการซื้อขายคริปโตจำนวนมากจะเกิดขึ้นใน DEX ในอนาคต ไปที่ Binance DEX เพื่อลองสัมผัสประสบการณ์การเทรดด้วยตัวคุณเอง!


บันทึกการเทรด (Trading Journal) คืออะไรและมีประโยชน์หรือไม่

บันทึกการเทรด (Trading Journal) คือการบันทึกกิจกรรมการเทรดของคุณ คุณอาจใช้สเปรดชีต Excel ง่ายๆ หรือสมัครใช้งานบริการเฉพาะเพื่อเก็บบันทึกข้อมูลนี้

บันทึกการเทรดมีประโยชน์โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับการเทรดแบบ Active นักเทรดบางคนถือว่าการจดบันทึกข้อมูลการเทรดนั้นมีความสำคัญอย่างยิ่งเพื่อให้สร้างกำไรได้ต่อเนื่อง เพราะหากไม่จดบันทึกกิจกรรมการเทรดของคุณแล้ว คุณจะหาจุดแข็งและจุดอ่อนของตัวเองได้อย่างไร หากไม่มีบันทึกการเทรด คุณก็จะไม่มีข้อมูลที่ชัดเจนว่ากลยุทธ์ของตัวเองมีประสิทธิภาพแค่ไหน

อย่าลืมว่าความลำเอียงหรืออคติ (Bias) มีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการตัดสินใจเทรด และบันทึกการเทรดสามารถช่วยลด Bias ได้บางส่วน ทั้งนี้เพราะข้อมูลบันทึกนั้นเป็นหลักฐานที่ใครก็แย้งไม่ได้! ผลงานการเทรดวัดกันที่ตัวเลข และหากคุณทำผลงานได้ไม่ดี ข้อมูลนี้ก็จะแสดงออกมา การเก็บบันทึกการเทรดโดยละเอียดอาจทำให้คุณสามารถตรวจสอบได้ว่ากลยุทธ์ไหนทำผลงานได้ดี


วิธีการคำนวณ Position Size ในการเทรด

หนึ่งในแง่มุมที่สำคัญที่สุดของการเทรดคือการบริหารจัดการความเสี่ยง (Risk Management) โดยนักเทรดบางรายกล่าวว่าเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดด้วยซ้ำไป นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมการคำนวณ Position Size (การจำกัดผลการขาดทุน) ของคุณด้วยสูตรมาตรฐานจึงมีความสำคัญมาก เราลองมาดูตัวอย่างของการคำนวณกัน 

ก่อนอื่น คุณต้องตัดสินใจว่าต้องการนำ Fund ในบัญชีจำนวนมากแค่ไหนเข้าไปเสี่ยงในการเทรดแต่ละรายการ ถ้าเราลองใช้ตัวอย่างเป็น 1% กรณีนี้หมายความว่าคุณต้องเข้า Position ด้วยเงิน 1% ของบัญชีของคุณใช่หรือไม่ คำตอบคือไม่ มันหมายความว่าเมื่อถึง Stop-Loss ของคุณ คุณจะไม่เสียมากกว่า 1% ของบัญชี

ตัวเลขนี้อาจดูเหมือนน้อย แต่ก็เป็นการทำให้แน่ใจว่าการเทรดขาดทุนบางรายการซึ่งยากที่จะหลีกเลี่ยงนั้นจะไม่ส่งผลเสียร้ายแรงต่อบัญชีของคุณ ดังนั้น เมื่อกำหนดได้แล้วว่าต้องการเสี่ยงแค่ไหน คุณต้องระบุว่า Stop-Loss จะอยู่ที่จุดไหน คุณต้องดำเนินการนี้สำหรับการเทรดแต่รายการ โดยเป็นไปตามข้อกำหนดเฉพาะของแนวทางการเทรด สมมติว่าคุณวาง Stop-Loss ไว้ 5% จากจุดที่คุณเข้าสู่การซื้อขาย กรณีนี้หมายความว่าเมื่อถึง Stop-Loss คุณจะออก 5% จากจุดที่เข้า และคุณควรเสีย 1% ของบัญชีพอดี

ลองสมมุติว่า Size ของบัญชีคือ 1000 USDT เราต้องการเสี่ยง 1% ในแต่ละเทรด Stop-Loss ของเราคือ 5% จากจุดเข้า แล้วเราควรใช้ Position Size เท่าใด 

1000*0.01/0.05 = 200

หากเราต้องการเสียแค่ 10 USDT ซึ่งคิดเป็น 1% ของบัญชี เราควรเข้าสู่ Position ด้วยเงิน 200 USDT

กระบวนการนี้อาจดูยาวสักหน่อยในตอนแรก แต่ก็มีความสำคัญเพื่อจัดการความเสี่ยงอย่างเหมาะสม ข่าวดีคือเรามีบทความเกี่ยวกับวิธีคำนวณ Position Size ในการเทรดให้คุณได้ศึกษา


ซอฟต์แวร์การเทรดออนไลน์ไหนที่ควรใช้งาน

การวิเคราะห์กราฟคือหัวใจสำคัญของเครื่องมือการเทรดสำหรับนักวิเคราะห์ทางเทคนิคทุกราย แต่แพลตฟอร์มไหนเหมาะกับการวิเคราะห์นี้ที่สุด? Binance มีกราฟ TradingView ที่ผสานรวมไว้เพื่อให้คุณสามารถทำการวิเคราะห์ได้โดยตรงบนแพลตฟอร์ม ทั้งในอินเทอร์เฟซบนเว็บและแอปมือถือ นอกจากนี้ คุณยังสามารถสร้างบัญชี TradingView เพื่อดูตลาด Binance ทั้งหมดผ่านแพลตฟอร์มได้

มีผู้ให้บริการซอฟต์แวร์ออนไลน์อื่นๆ อีกมากมายในตลาด แต่ละรายมีประโยชน์ต่างกันออกไป แต่โดยปกติแล้ว คุณต้องจ่ายค่าธรรมเนียมสมัครสมาชิกรายเดือน ผู้ให้บริการบางรายมุ่งเน้นไปที่การเทรดคริปโต เช่น Coinigy, TradingLite, Exocharts และ Tensorcharts


คุณควรเข้าร่วมกลุ่มการเทรดที่ต้องจ่ายเงินหรือไม่

คำตอบคือไม่จำเป็น ข้อมูลฟรีๆ ที่ยอดเยี่ยมเกี่ยวกับการเทรดนั้นมีอยู่มากมาย ทำไมไม่เลือกแหล่งข้อมูลเหล่านี้แทน นอกจากนี้ การฝึกเทรดก็มีประโยชน์เช่นกัน คุณสามารถเรียนรู้จากข้อผิดพลาดและดูว่าสิ่งใดเหมาะกับคุณและสไตล์การเทรดของคุณมากที่สุด

การเข้ากลุ่มที่ต้องเสียค่าใช้จ่ายอาจเป็นเครื่องมือการเรียนรู้ที่เกิดประโยชน์ได้ แต่โปรดระวังสแกมและการโฆษณาเท็จ เพราะการปลอมผลการเทรดเพื่อดึงดูดผู้ติดตามสำหรับบริการที่เรียกเก็บค่าธรรมเนียมนั้นไม่ใช่เรื่องยากเลย
ทั้งนี้ คุณควรพิจารณาด้วยว่าทำไมนักเทรดที่ประสบความสำเร็จถึงต้องการตั้งกลุ่มที่ต้องจ่ายเงินเพื่อเข้าร่วม แน่นอนว่าอาจเป็นเรื่องของรายได้เสริม แต่ทำไมต้องมีค่าธรรมเนียมสูงๆ หากพวกเขามีรายได้ดีอยู่แล้ว

อย่างไรก็ตาม ยังมีนักเทรดที่ประสบความสำเร็จบางรายที่มีชุมชนแบบจ่ายค่าบริการที่มีคุณภาพ พร้อมให้บริการเพิ่มเติมอื่นๆ เช่น ข้อมูลตลาดแบบพิเศษ คุณแค่ต้องระวังเป็นพิเศษว่าจะจ่ายเงินให้กับใคร เนื่องจากกลุ่มสำหรับการเทรดที่ต้องจ่ายเงินส่วนใหญ่มักจะพยายามหาผลประโยชน์จากนักเทรดหน้าใหม่


Pump and Dump (P&D) คืออะไร

Pump and Dump เป็นวิธีการที่เกี่ยวกับการปั๊มราคาของสินทรัพย์ผ่านข้อมูลเท็จ เมื่อราคาเพิ่มสูงขึ้นมาก ("ปั๊ม / Pump") ผู้กระทำผิดก็จะขาย ("ทิ้ง / Dump") Bag ที่ซื้อมาถูกๆ ในราคาที่สูงขึ้นมาก


รูปแบบราคาทั่วไปของการ Pump and Dump


Pump and Dump พบได้มากในตลาดคริปโตเคอร์เรนซี โดยเฉพาะใน Bull Market (ตลาดกระทิงหรือตลาดขาขึ้น) ระหว่างช่วงเวลานี้ นักลงทุนที่ด้อยประสบการณ์หลายรายจะเข้าสู่ตลาด และมักจะถูกเอาเปรียบได้ง่ายๆ การฉ้อโกงลักษณะนี้พบได้บ่อยในคริปโตที่มี Market Cap น้อย เนื่องจากโดยทั่วไปแล้วราคาจะ Inflate หรือเพิ่มสูงขึ้นได้ง่ายกว่าเพราะมีสภาพคล่องต่ำ

วิธี Pump and Dump มักจะมี “กลุ่ม Pump and Dump” อยู่เบื้องหลังที่สัญญาว่าจะมอบผลตอบแทนง่ายๆ ให้กับผู้ที่เข้าร่วม (โดยมักจะมีค่าธรรมเนียมเป็นข้อแลกเปลี่ยน) อย่างไรก็ตาม สิ่งที่มักเกิดตามมาก็คือผู้เข้าร่วมถูกหลอกใช้โดยกลุ่มที่เล็กกว่าที่ได้สร้าง Position ของตนแล้ว

ในตลาดดั้งเดิม ผู้ที่มีความผิดฐานสนับสนุนให้เกิดการ Pump and Dump จะถูกปรับเงินเป็นจำนวนมากได้


หากคุณกำลังมองหาช่องทางเทรดคริปโตเคอร์เรนซี ซื้อ Bitcoin ได้เลยที่ Binance!


คุณควรสมัคร Airdrop สำหรับคริปโตเคอร์เรนซีหรือไม่

คำตอบคือ "อาจจะเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ" แต่คุณควรใช้ความระมัดระวังให้มาก! Airdrop เป็นวิธีใหม่ในการแจกจ่าย (Distribute) คริปโตเคอร์เรนซีไปยังผู้คนในวงกว้าง Airdrop อาจเป็นวิธีที่ยอดเยี่ยมเพื่อให้แน่ใจว่าคริปโตเคอร์เรนซีนั้นไม่รวมอยู่ที่ศูนย์กลางในมือของผู้ถือครองไม่กี่คน ผู้ถือครองสินทรัพย์ที่หลากหลายมีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับการมีเครือข่ายที่ดีและกระจายอำนาจ (Decentralized)

อย่างไรก็ตาม ในโลกนี้ไม่มีอะไรที่ได้มาฟรีๆ (จริงๆ ก็อาจมีได้บ้างถ้าคุณโชคดีสุดๆ) แต่โดยปกติแล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือผู้โปรโมท Airdrop จะพยายามใช้ประโยชน์จากคุณ หรือต้องการสิ่งตอบแทนบางอย่าง

แล้วพวกเขาต้องการอะไรจากคุณ? "สินทรัพย์" ที่ผู้โปรโมทต้องการเพื่อเป็นสิ่งตอบแทน Airdrop มักจะเป็นข้อมูลส่วนตัวของคุณ สิ่งที่คุณต้องถามตัวเองคือ ข้อมูลส่วนตัวของคุณมีค่า $10-50 ในรูปคริปโตเคอร์เรนซีใหม่หรือเปล่า กรณีนี้คุณต้องเป็นผู้ตัดสินใจ แต่อาจมีวิธีที่ดีกว่าในการหารายได้เสริมโดยไม่ต้องเอาความเป็นส่วนตัวและข้อมูลส่วนตัวของคุณไปเสี่ยง นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมคุณต้องระวังให้มากเมื่อคิดจะสมัคร Airdrop ของคริปโตเคอร์เรนซี


ข้อคิดส่งท้าย

เราได้เรียนรู้ข้อมูลไปไม่น้อยเลยใช่ไหม? การเริ่มต้นเทรดคริปโตเคอร์เรนซีอาจดูเหมือนเป็นงานยาก เพราะมีคอนเซ็ปต์ต่างๆ ให้ต้องเรียนรู้มากมาย เราหวังว่าคู่มือนี้จะช่วยให้คุณรู้สึกมั่นใจขึ้นในการเทรดคริปโต
อย่างไรก็ตาม อย่าลืมว่ามีสิ่งต่างๆ ให้ต้องเรียนรู้อีกมากมาย ซึ่งเป็นเหตุผลที่เราสร้างแพลตฟอร์ม Q&A ที่ชื่อว่า Ask Academy ขึ้นเพื่อถาม-ตอบประเด็นเกี่ยวกับคริปโตเคอร์เรนซีโดยเฉพาะ หากคุณมีคำถามเพิ่มเติมเกี่ยวกับการเทรดคริปโต, เทคโนโลยีบล็อกเชน, การเข้ารหัสคริปโต (Cryptography) หรือหัวข้อที่เกี่ยวข้องอื่นๆ ลองโพสต์ในฟอรั่มเพื่อให้ชุมชนช่วยตอบคำถามของคุณ แล้วเจอกันใน Ask Academy!