คู่มือฉบับสมบูรณ์ในการซื้อขายคริปโทเคอร์เรนซีสำหรับมือใหม่
หน้าหลักบทความ

คู่มือฉบับสมบูรณ์ในการซื้อขายคริปโทเคอร์เรนซีสำหรับมือใหม่

มือใหม่
5d ago
63m

บท

  1. ข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับการซื้อขาย
  2. ตลาดการเงินและเครื่องมือในการซื้อขาย
  3. กลยุทธ์การซื้อขายและการลงทุน
  4. ข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับการวิเคราะห์ทางเทคนิค
  5. ตัวชี้วัดเกี่ยวกับการวิเคราะห์ทางเทคนิค
  6. คำแนะนำเกี่ยวกับการซื้อขายคริปโทเคอร์เรนซี


บทที่ 1 – ข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับการซื้อขาย


เนื้อหา


การซื้อขาย/เทรดคืออะไร

การซื้อขายคือหนึ่งในแนวคิดพื้นฐานทางเศรษฐศาสตร์ซึ่งเกี่ยวข้องกับการซื้อและขายสินทรัพย์ สินทรัพย์นี้อาจเป็นสินค้าและบริการที่ผู้ซื้อจ่ายค่าตอบแทนให้กับผู้ขาย ในบางกรณี ธุรกรรมอาจมีการแลกเปลี่ยนสินค้าและบริการระหว่างฝ่ายที่ตกลงซื้อขาย

ในบริบทของตลาดการเงิน สินทรัพย์ที่ซื้อขายจะเรียกว่าตราสารทางการเงิน ซึ่งอาจเป็นหุ้น พันธบัตร คู่สกุลเงินสำหรับตลาด Forex, Optionฟิวเจอร์ ผลิตภัณฑ์มาร์จิ้น คริปโทเคอร์เรนซี และอื่นๆ อีกมากมาย หากคุณยังไม่คุ้นเคยกับคำศัพท์เหล่านี้ ไม่ต้องกังวลไป เราจะอธิบายเพิ่มเติมภายหลังในบทความนี้

คำว่า "ซื้อขายหรือเทรด" มักใช้เพื่อกล่าวถึงการซื้อขายระยะสั้นที่นักเทรดเลือกที่จะเข้าและออกจากตำแหน่งการซื้อขายอย่างรวดเร็วในช่วงเวลาสั้นๆ อย่างไรก็ตาม ข้อสมมุติฐานนี้อาจไม่ถูกต้องทั้งหมด จริงๆ แล้ว การซื้อขายอาจหมายถึงกลยุทธ์ต่างๆ มากมาย เช่น เดย์เทรด สวิงเทรด เทรนด์เทรด และอื่นๆ อีกมากมาย แต่ไม่ต้องกังวลไป เราจะไปดูรายละเอียดของแต่ละประเภทในภายหลัง


การลงทุนคืออะไร?

การลงทุนคือการจัดสรรทรัพยากร (เช่น เงินทุน) พร้อมด้วยความคาดหวังในการสร้างผลกำไร โดยอาจรวมถึงการใช้เงินเพื่อสนับสนุนและเริ่มต้นธุรกิจ หรือซื้อที่ดินเพื่อเป้าหมายการขายในราคาที่สูงขึ้นในอนาคต ในตลาดการเงิน การลงทุนมักจะเกี่ยวข้องกับการลงทุนในตราสารทางการเงิน เพื่อหวังที่จะขายด้วยราคาที่สูงขึ้นในอนาคต

การคาดการณ์ผลตอบแทนคือแนวคิดหลักของการลงทุน (หรือที่รู้จักกันว่า ROI) ในทางตรงข้ามกับการซื้อขาย การลงทุนมักจะใช้การมองไปในระยะยาวเพื่อสะสมทรัพย์ เป้าหมายของนักลงทุนคือการสะสมทรัพย์ในระยะยาว (เป็นปีหรือหลายสิบปี) มีหลายวิธีในการดำเนินการดังกล่าว แต่นักลงทุนมักจะใช้ปัจจัยพื้นฐานเพื่อหาโอกาสลงทุนที่ดี

สืบเนื่องจากลักษณะแนวคิดระยะยาวนี้ นักลงทุนจึงมักจะไม่สนใจการปรับขึ้นลงของราคาในระยะสั้น ดังนั้น พวกเขามักจะดำเนินการแบบพาสซีฟ โดยไม่กังวลมากนักกับการสูญเสียในระยะสั้น


ความแตกต่างของการซื้อขายและการลงทุน

ทั้งนักเทรดและนักลงทุนต่างก็ต้องการสร้างผลกำไรในตลาดการเงิน แต่วิธีไปถึงเป้าหมายนี้ของทั้งคู่แตกต่างกันเป็นอย่างมาก

โดยทั่วไปแล้ว นักลงทุนมองหาการสร้างผลตอบแทนในระยะยาว – อาจเป็นปีหรือหลายสิบปี เนื่องจากนักลงทุนมีระยะเวลาในการลงทุนยาวนานกว่า ผลตอบแทนที่ตั้งเป้าไว้สำหรับแต่ละการลงทุนจึงมักมีจำนวนมากกว่าเช่นกัน 

ในทางตรงกันข้าม นักเทรดมักจะพยายามฉวยโอกาสจากความผันผวนของตลาด โดยนักเทรดจะเข้าและออกจากสัญญาบ่อยครั้งกว่า และอาจมองหาผลตอบแทนที่น้อยกว่าต่อการซื้อขายแต่ละครั้ง (โดยนักเทรดมักทำการซื้อขายหลายรายการ)

คุณต้องเป็นผู้ตัดสินใจว่ากรณีไหนดีกว่าและเหมาะกับคุณมากกว่า คุณสามารถเรียนรู้เกี่ยวกับตลาดด้วยตัวเอง จากนั้นเรียนรู้เพิ่มเติมจากประสบการณ์จริง เมื่อเวลาผ่านไป คุณจะสามารถระบุได้ว่าสิ่งได้เหมาะกับเป้าหมายทางการเงิน บุคลิก และโปรไฟล์การซื้อขายของคุณ


การวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน (FA) คืออะไร

การวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานคือวิธีการประเมินมูลค่าของสินทรัพย์การเงิน นักการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานจะศึกษาทั้งปัจจัยทางเศรษฐศาสตร์และการเงินเพื่อระบุว่ามูลค่าของสินทรัพย์นั้นๆ มีความเหมาะสมหรือไม่ ซึ่งอาจรวมถึงกรณีเศรษฐกิจมหภาค เช่น สภาพของเศรษฐกิจโดยรวม สภาพของอุตสาหกรรม หรือธุรกิจที่เชื่อมโยงกับสินทรัพย์ (หากมี) และการดำเนินการนี้มักติดตามผ่านตัวชี้วัดนำและตัวชี้วัดตามทางเศรษฐกิจมหภาค

เมื่อวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานเรียบร้อยแล้ว นักวิเคราะห์ตั้งเป้าที่จะระบุว่าสินทรัพย์ได้รับการตีราคาต่ำเกินไป หรือตีราคาสูงเกินไป นักลงทุนสามารถใช้บทสรุปนี้ประกอบการตัดสินใจลงทุนได้

ในกรณีของคริปโทเคอร์เรนซี การวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานอาจรวมไปถึงวิทยาการข้อมูล (Dara Science) ที่เกี่ยวกับข้อมูลบล็อกเชนสาธารณะที่เรียกว่า On-Chain Metrics เมทริกเหล่านี้อาจรวมไปถึงเครือข่าย อัตรา Hash, ผู้ถืออันดับต้นๆ, Addresses, การวิเคราะห์ธุรกรรม และอื่นๆ อีกมากมาย การใช้ข้อมูลที่มีอยู่มากมายเกี่ยวกับบล็อกเชนสาธารณะสามารถช่วยให้นักวิเคราะห์สร้างตัวชี้วัดทางเทคนิคอันซับซ้อนเพื่อวัดด้านต่างๆ ของสภาพโดยรวมของเครือข่ายได้

แม้ว่าการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานจะใช้กันอย่างกว้างขวางในตลาดหุ้น หรือ Forex แต่การวิเคราะห์นี้มีความเหมาะสมน้อยกว่าสำหรับคริปโทเคอร์เรนซี สินทรัพย์ประเภทนี้ยังใหม่มากทำให้ไม่มีกรอบแนวคิดที่เป็นมาตรฐานและครอบคลุมสำหรับการประเมินมูลค่าของตลาด ยิ่งไปกว่านั้น ส่วนใหญ่แล้วตลาดจะถูกขัยเคลื่อนด้วยการเก็งกำไรและสภาพความเป็นไปของตลาด ดังนั้น ปัจจัยพื้นฐานจึงมักจะส่งผลทางลบต่อราคาของคริปโทเคอร์เรนซี อย่างไรก็ตาม อาจมีการพัฒนาวิธีวัดมูลค่าของสินทรัพย์คริปโตที่แม่นยำมากขึ้นในอนาคตเมื่อตลาดเติบโตขึ้น


การวิเคราะห์ทางเทคนิค (TA) คืออะไร

นักวิเคราะห์ใช้แนวทางที่หลากหลาย แนวคิดหลักที่อยู่เบื้องหลังการวิเคราะห์ทางเทคนิคคือกิจกรรมประวัติราคาในอดีตที่อาจบอกถึงแนวโน้มของตลาดในอนาคต

การวิเคราะห์ทางเทคนิคไม่ได้พยายามหามูลค่าที่แท้จริงของสินทรัพย์ แต่จะดูที่กิจกรรมการซื้อขายในอดีตเพื่อพยายามหาโอกาสจากข้อมูลดังกล่าว ซึ่งอาจรวมไปถึงการวิเคราะห์กิจกรรมราคาและปริมาณ รูปแบบแผนผัง การใช้ตัวบ่งชี้ทางเทคนิค และเครื่องมือแผนภูมิอีกมากมาย เป้าหมายของการวิเคราะห์คือการประเมินจุดแข็งและจุดอ่อนของตลาดหนึ่งๆ

อย่างไรก็ตาม การวิเคราะห์ทางเทคนิคไม่ใช่เครื่องมือเดียวในการคาดการณ์ความเป็นไปได้ของการเคลื่อนไหวของราคาในอนาคต การวิเคราะห์ทางเทคนิคยังเป็นกรอบแนวคิดที่มีประโยชน์สำหรับการบริหารจัดการความเสี่ยง เนื่องจากการวิเคราะห์ทางเทคนิคเป็นโมเดลสำหรับการวิเคราะห์โครงสร้างตลาด ทำให้การจัดการตลาดระบุได้ง่ายและวัดได้ ในบริบทนี้ การวัดความเสี่ยงถือเป็นก้าวแรกในการจัดการความเสี่ยงดังกล่าว จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมนักวิเคราะห์ทางเทคนิคบางรายอาจไม่ถือว่าเป็นนักเทรดโดยตรง พวกเขาอาจใช้การวิเคราะห์ทางเทคนิคเพื่อเป็นกรอบแนวคิดสำหรับการบริหารจัดการความเสี่ยงเท่านั้น

การทำการวิเคราะห์ทางเทคนิคสามารถนำไปกับตลาดการเงินใดๆ ก็ได้ และยังใช้อย่างกว้างขวางในหมูนักเทรดคริปโทเคอร์เรนซี แต่การวิเคราะห์ทางเทคนิคทำงานอย่างไร ทั้งนี้ เราได้กล่าวไปแล้วว่าการประเมินมูลค่าตลาดคริปโทเคอร์เรนซีนั้นขึ้นอยู่กับการเก็งกำไร ซึ่งทำให้เหมาะสำหรับนักวิเคราะห์ทางเทคนิคเนื่องจากพวกเขาสามารถดำเนินการได้ผลดีด้วยการพิจารณาเพียงปัจจัยทางเทคนิคเท่านั้น


การวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน vs การวิเคราะห์ทางเทคนิค – วิธีไหนดีกว่ากัน

การเปรียบเทียบนี้ขึ้นอยู่กับกลยุทธ์การซื้อขายของคุณ ทำไมไม่ลองใช้การวิเคราะห์ทั้งสองแบบ วิธีการวิเคราะห์ตลาดส่วนใหญ่ทำงานได้ดีกว่าเมื่อใช้ผสมกับวิธีการหรือดัชนีอื่นๆ การกระทำเช่นนี้ทำให้มีโอกาสมากขึ้นในการมองหาโอกาสการลงทุนที่น่าเชื่อถือ การผสมผสานกลยุทธ์การซื้อขายยังสามารถช่วยกำจัดอคติหรือความลำเอียงจากกระบวนการตัดสินใจของคุณได้

บางครั้งเรียกแนวคิดนี้ว่า Confluence นักเทรด Confluence ผสานรวมกลยุทธ์ที่หลากหลายเข้าไว้ด้วยกัรเพื่อใช้ประโยชน์จากกลยุทธ์ทั้งหมด โดยมีแนวคิดที่ว่าโอกาสการซื้อขายที่ได้มาจากการผสานกลยุทธ์ต่างๆ อาจแข็งแกร่งกว่าที่ได้มาจากกลยุทธ์เดียว



ต้องการเริ่มต้นซื้อขายคริปโทเคอร์เรนซีใช่ไหม? ซื้อ Bitcoin บน Binance!



ปัจจัยที่ขับเคลื่อนตลาดการเงินคืออะไร

ราคาของสินทรัพย์นั้นกำหนดโดยความสมดุลระหว่างอุปสงค์และอุปทาน หรือกล่าวได้ว่าเป็นการตัดสินโดยผู้ซื้อและผู้ขาย ตลาดจะเกิดขึ้นเมื่อเมื่ออุปทานมาบรรจบกับอุปสงค์ แต่มีปัจจัยใดอีกบ้างที่ขับเคลื่อนมูลค่าของสินทรัพย์ทางการเงิน

ดังที่กล่าวไปแล้วข้างต้น อาจมีปัจจัยที่เกี่ยวข้องอย่างปัจจัยพื้นฐาน เช่น สภาพของเศรษฐกิจ นอกจากนี้ อาจมีปัจจัยทางเทคนิค เช่น มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (Market Capitalization) ของคริปโทเคอร์เรนซี และยังอาจมีปัจจัยอื่นๆ ที่ต้องพิจารณาอีก เช่น อารมณ์ตลาด (Market Sentiment) หรือข่าวล่าสุด

อย่างไรก็ตาม เหล่านี้เป็นเพียงปัจจัยให้พิจารณาเท่านั้น สิ่งที่กำหนดราคาจริงของสินทรัพย์ในช่วงเวลาหนึ่งๆ คือความสมดุลระหว่างอุปสงค์และอุปทาน


แนวโน้มตลาดคืออะไร

แนวโน้มตลาด คือ แนวโน้มทิศทางโดยรวมของราคาสินทรัพย์ ในการวิเคราะห์ทางเทคนิค แนวโน้มตลาดมักจะระบุโดยใช้กิจกรรมราคา เส้นแนวโน้ม หรือแม้แต่เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ที่สำคัญ

โดยทั่วไปแล้ว มีแนวโน้มตลาดสองประเภทหลักๆ ซึ่งได้แก่ ตลาดขาขึ้น (Bull) และขาลง (Bear) ตลาดแบบขาขึ้นคือแนวโน้มขาขึ้นที่ราคาเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตลาดขาลงคือแนวโน้มขาลงที่ราคาลดลงอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ เรายังสามารถระบุการ Consolidate หรือตลาด “Sideways” ที่ไม่มีทิศทางแนวโน้มชัดเจน


Bitcoin เป็นตลาดขาขึ้นอยู่เสมอตั้งแต่ก่อตั้งมา


ทั้งนี้ ควรทราบว่าแนวโน้มตลาดไม่ได้หมายความว่าเราคาจะไปในทิศทางเดียวกับแนวโน้มเสมอ ตลาดขาขึ้นระยะยาวจะมีแนวโน้มขาลงอยู่ในนั้นด้วย และตลาดขาลงก็จะมีแนวโน้มขาขึ้นได้เช่นเดียวกัน นี่คือธรรมชาติของแนวโน้มตลาด สิ่งนี้อยู่ที่มุมมองเนื่องจากขึ้นอยู่กับช่วงเวลาที่คุณทำการสังเกตแนวโน้มตลาด แนวโน้มตลาดในช่วงระยะเวลายาวกว่าจะมีนัยสำคัญมากกว่าระยะที่สั้นกว่าเสมอ

สิ่งที่แปลกสำหรับแนวโน้มตลาดก็คือ จะสามารถระบุได้อย่างถูกต้องชัดเจนก็ต่อเมื่อเวลาผ่านไปแล้วเท่านั้น คุณอาจเคยได้ยินแนวคิดเรื่อง Hindsight Bias (อุปาทานหลังเกิดเหตุ) ซึ่งหมายถึงแนวโน้มที่ผู้คนจะหลอกตัวเองว่าได้คาดการณ์เหตุการณ์หนึ่งไว้อย่างถูกต้องก่อนที่จะเกิดขึ้น คุณคงเห็นได้ว่า Hingsight Bias นี้สามารถส่งผลกระทบอย่างมากต่อการระบุแนวโน้มตลาดและการตัดสินใจซื้อขายได้


วัฏจักรตลาดคืออะไร

คุณอาจเคยได้ยินคำพูดที่ว่า “ตลาดเคลื่อนที่เป็นวัฏจักร” วัฏจักรคือแบบแผนหรือแนวโน้มที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาต่างๆ โดยทั่วไปแล้ว วัฏจักรตลาดในช่วงเวลาที่ยาวกว่าจะสามารถเชื่อถือได้มากกว่าช่วงเวลาที่สั้นกว่า อย่างไรก็ตาม คุณสามารถหาวัฏจักรตลาดเล็กๆ ในแผนภูมิรายชั่วโมงได้เช่นเดียวกับข้อมูลจากหลายสิบปี

ตลาดมีความเป็นวัฏจักรโดยธรรมชาติ วัฏจักรสามารถส่งผลให้ประเภทสินทรัพย์หนึ่งๆ ทำผลงานได้ดีกว่าอีกประเภท ในส่วนอื่นๆ ของวัฏจักรตลาดเดียวกัน ประเภทสินทรัพย์เดียวกันนี้อาจทำผลงานได้ไม่ดีเมื่อเทียบกับสินทรัพย์ประเภทอื่นๆ เนื่องมาจากสภาพตลาดที่แตกต่างกัน

เป็นข้อควรทราบว่าเกือบเป็นไปไม่ได้เลยที่จะระบุได้ว่าเราอยู่จุดไหนในวัฏจักรตลาด ณ เวลาใดเวลาหนึ่ง การวิเคราะห์เช่นนี้สามารถทำได้ด้วยความแม่นยำหลังจากผ่านช่วงวัฏจักรตลาดนั้นไปแล้วเท่านั้น วัฏจักรตลาดแทบจะไม่มีจุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุดที่แน่นอน การคิดว่าอยู่ในจุดปัจจุบันถือว่าเป็นมุมมองที่ลำเอียง (Bias) มากๆ ในตลาดการเงิน

หากคุณต้องการอ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับวัฏจักรตลาด โปรดดูที่จิตวิทยาเกี่ยวกับวัฏจักรตลาด





บทที่ 2 – ตลาดการเงินและเครื่องมือในการซื้อขาย


เนื้อหา


ตราสารการเงินคืออะไร

ถ้าพูดกันง่ายๆ ตราสารการเงินก็คือสินทรัพย์ที่ซื้อขายได้ ตัวอย่างเช่น เงินสด โลหะที่มีมูลค่า (เช่น ทองหรือเงิน) เอกสารยืนยันความเป็นเจ้าของ (เช่น ธุรกิจหรือทรัพยากร) สิทธิในการส่งหรือรับเงินสด และอื่นๆ อีกมากมาย ตราสารการเงินอาจมีความซับซ้อน แต่แนวคิดระดับพื้นฐานก็คือไม่ว่าจะเป็นอะไรหรือใช้แทนสิ่งใดนั้น ตราสารการเงินสามารถซื้อขายหรือเทรดได้

ตราสารการเงินมีหลายประเภท ขึ้นกับวิธีในการจัดประเภท หนึ่งในการจัดประเภทนั้นคำนึงถึงว่าเป็นเงินสดหรืออนุพันธ์ ดังที่เห็นในชื่อ ตราสารอนุพันธ์มีมูลค่าเกิดจากสิ่งอื่น (เช่น คริปโทเคอร์เรนซี) ตราสารการเงินอาจแบ่งเป็นแบบอิงตามหนี้ (Debt-Based) หรืออิงตามทุน (Equity-Based)

แล้วคริปโทเคอร์เรนซีจัดอยู่ในประเภทไหน เราสามารถคิดได้หลายแบบและสามารถจัดเข้าได้หลายประเภท การจัดประเภทที่ง่ายที่สุดคือคริปโตถือเป็นสินทรัพย์ดิจิทัล อย่างไรก็ตาม โอกาสของคริปโทเคอร์เรนซีนั้นขึ้นอยู่กับระบบทางการเงินและเศรษฐกิจแบบใหม่ทั้งหมด

ดังนั้น คริปโทเคอร์เรนซีจึงสร้างประเภทใหม่ของสินทรัพย์ดิจิทัล ยิ่งไปกว่านั้น ขณะที่ระบบนิเวศพัฒนาไป ประเภทตราสารใหม่ๆ ก็อาจเกิดขึ้นที่ไม่สามารถเป็นไปได้ก่อนหน้านี้ ตัวอย่างแรกๆ สามารถเห็นได้ใน Decentralized Finance (DeFi)


ตลาด Spot คืออะไร

ตลาด Spot คือที่ซึ่งมีการซื้อขายตราสารการเงินแบบ “ส่งมอบในทันที” การส่งมอบในที่นี้หมายถึงการแลกเปลี่ยนตราสารกับเงินสด การกล่าวให้ชัดเจนเช่นนี้อาจดูเหมือนไม่จำเป็น แต่ตลาดบางแห่งไม่ได้ชำระเงินด้วยเงินสดในทันที ตัวอย่างเช่น เมื่อกล่าวถึงตลาดฟิวเจอร์ จะมีการส่งมอบในภายหลัง (เมื่อสัญญาฟิวเจอร์หมดอายุ)

กล่าวง่ายๆ คือ คุณสามารถคิดว่าตลาด Spot เป็นเหมือนที่ซึ่งซื้อขายกัน “เดี๋ยวนั้น (หรือ on the spot)” ทั้งนี้เนื่องจากการซื้อขายได้บทสรุปในทันที ราคาตลาดปัจจุบันของสินทรัพย์จึงมักเรียกว่าราคา Spot

แล้วสิ่งนี้มีความหมายอย่างไรในบริบทของตลาดคริปโทเคอร์เรนซี คุณสามารถทำอะไรได้บ้างในตลาด Spot ของ Binance คำตอบคือ คุณสามารถแลกเปลี่ยนเหรียญกับผู้อื่นได้ ดังนั้น หากคุณต้องการแลกเปลี่ยน BNB ของคุณเป็น BUSD คุณก็แค่ไปยังตลาด Spot สำหรับ BNB/BUSD! เช่นเดียวกันนี้ หากคุณต้องการแลกเปลี่ยน BNB ของคุณเป็น BTC คุณก็ไปยังตลาด Spot สำหรับ BNB/BTC เมื่อคุณส่งคำสั่งแล้ว เหรียญของคุณก็จะถูกแลกเปลี่ยนในทันที วิธีเป็นหนึ่งในวิธีที่ง่ายที่สุดในการซื้อขายคริปโทเคอร์เรนซี


การซื้อขายมาร์จิ้นคืออะไร

การซื้อขายมาร์จิ้นเป็นวิธีการซื้อขายโดยใช้ทุนที่ยืมมาจากบุคคลที่สาม การซื้อขายมาร์จิ้นนั้นเพิ่มผลแบบทวีคูณ – ทั้งทางบวกและทางลบ บัญชีมาร์จิ้นช่วยให้นักเทรดเข้าถึงทุนและกำจัดความเสี่ยงจากคู่สัญญาในบางกรณี เนื่องจากนักเทรดสามารถซื้อขายขนาดสัญญาเดิม แต่เก็บทุนน้อยกว่าในตลาดแลกเปลี่ยนคริปโทเคอร์เรนซี

เมื่อพูดถึงการซื้อขายมาร์จิ้น คุณอาจได้ยินคำว่ามาร์จิ้นและเลเวอร์เลจอยู่บ่อยๆ มาร์จิ้นหมายถึงจำนวนทุนที่คุณเลือกใช้ (คือจ่ายจากกระเป๋าตัวเอง) เลเวอเลจหมายถึงจำนวนที่คุณคูณมาร์จิ้น ดังนั้น หากคุณใช้เลเวอร์เลจ 2x นั่นหมายความว่าคุณเปิดสัญญาด้วยจำนวนสองเท่าของมาร์จิ้นของคุณ หากคุณใช้เลเวอร์เลจ 4x คุณเปิดสัญญาด้วยจำนวนสี่เท่าของมูลค่ามาร์จิ้นของคุณ เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม ให้ระวังเรื่องการบังคับปิดสัญญา ยิ่งคุณใช้เลเวอเลจสูง ราคาบังคับปิดสัญญาก็จะใกล้กับราคาที่คุณเข้าซื้อมากขึ้น หากคุณถูกบังคับปิดสัญญา คุณก็จะเสี่ยงเสียมาร์จิ้นทั้งหมด ดังนั้น โปรดระวังถึงความเสี่ยงสูงในการซื้อขายมาร์จิ้นก่อนที่จะเริ่มต้น คู่มือแนะนำการซื้อขายมาร์จิ้นของ Binance คือแหล่งข้อมูลที่สำคัญก่อนคุณจะเริ่มต้นซื้อขาย

มีการใช้การซื้อขายมาร์จิ้นทั่วไปในตลาดหุ้น สินค้า และ Forex รวมถึง Bitcoin และตลาดคริปโทเคอร์เรนซี ในตลาดแบบดั้งเดิม โบรเกอร์เป็นผู้ให้ทุนที่ถูกยืม ในกรณีคริปโทเคอร์เรนซีต่างๆ ตลาดแลกเปลี่ยนมักเป็นผู้ให้กู้ยืมทุนเพื่อรับค่าธรรมเนียมเป็นสิ่งตอบแทน อย่างไรก็ตาม ในกรณีอื่นๆ เงินที่ถูกยืมอาจมาจากนักเทรดโดยตรงบนแพลตฟอร์ม ซึ่งจะก่อให้เกิดดอกเบี้ยในอัตราต่างๆ กัน (ค่าธรรมเนียมทุน) เนื่องจากอัตราถูกกำหนดโดยตลาดเปิด

เราได้อธิบายคร่าวๆ ว่าการซื้อขายมาร์จิ้นคืออะไร แต่ยังมีอีกหลายสิ่งให้เรียนรู้ หากคุณต้องการอ่านเพิ่มเติม โปรดดูการซื้อขายมาร์จิ้นคืออะไร


ตลาดอนุพันธ์คืออะไร

อนุพันธ์คือสินทรัพย์ทางการเงินซึ่งมีมูลค่าอยู่บนพื้นฐานของสิ่งอื่น โดยอาจเป็นสินทรัพย์อ้างอิงหรือตระกร้าสินทรัพย์ต่างๆ ประเภทที่พบบ่อยคือหุ้น พันธบัตร สินค้าโภคภัณฑ์ ดัชนีตลาด หรือคริปโทเคอร์เรนซี

ผลิตภัณฑ์อนุพันธ์คือสัญญาระหว่างหลายฝ่ายซึ่งมีราคาจากสินทรัพย์อ้างอิงที่ใช้เป็นมาตรฐาน ไม่ว่าจะใช้สินทรัพย์ใดเป็นจุดอ้างอิง แนวคิดหลักก็คือผลิตภัณฑ์อนุพันธ์นั้นได้รับมูลค่ามาจากสินทรัพย์อ้างอิงนั้น ตัวอย่างผลิตภัณฑ์อนุพันธ์ที่พบบ่อยคือสัญญาฟิวเจอร์ สัญญาออปชั่น และ Swap

จากข้อมูลการประมาณจากบางแหล่ง ตลาดอนุพันธ์ถือเป็นหนึ่งในตลาดที่ใหญ่ที่สุดในโลก ทั้งนี้เนื่องจากอนุพันธ์สามารถมีได้ในทุกผลิตภัณฑ์ทางการเงิน – แม้แต่กับอนุพันธ์เอง ใช่แล้ว อนุพันธ์สามารถสร้างจากอนุพันธ์ได้ และยังสร้างจากอนุพันธ์ของอนุพันธ์ได้ต่อ อาจฟังเหมือนสิ่งที่ไม่มั่นคง และจริงๆ แล้วก็อาจเป็นเช่นนั้น หลายคนกล่าวว่าตลาดอนุพันธ์มีส่วนอย่างมากในวิกฤตการเงินปี 2008


สัญญาล่วงหน้าและสัญญาฟิวเจอร์คืออะไร

สัญญาฟิวเจอร์เป็นประเภทของผลิตภัณฑ์อนุพันธ์ที่ให้นักเทรดเก็งกำไจราคาสินทรัพย์ในอนาคตได้ ประกอบไปด้วยข้อตกลงระหว่างคู่สัญญาเพื่อชำระค่าซื้อขายสัญญาในภายหลังหรือที่เรียกว่าวันหมดอายุ ดังที่กล่าวไปแล้วเกี่ยวกับอนุพันธ์ สินทรัพย์อ้างอิงสำหรับสัญญาประเภทนี้จะเป็นสินทรัพย์ใดๆ ก็ได้ ตัวอย่างที่พบได้บ่อยรวมถึงคริปโทเคอร์เรนซี สินค้าโภคภัณฑ์ หุ้น และพันธบัตร

วันหมดอายุของสัญญาฟิวเจอร์คือวันสุดท้ายของกิจกรรมการซื้อขายสำหรับสัญญานั้นๆ เมื่อสิ้นสุดวันดังกล่าว สัญญาจะหมดอายุโดยใช้ราคาสุดท้ายที่ซื้อขาย การชำระเงินซื้อขายสัญญาจะระบุไว้ล่วงหน้า และอาจเป็นการชำระด้วยเงินสด หรือส่งมอบแบบกายภาพ

เมื่อส่งมอบแบบกายภาพ จะมีการแลกเปลี่ยนสินทรัพย์อ้างอิงของสัญญาโดยตรง ตัวอย่างเช่น มีการส่งมอบบาร์เรลน้ำมัน เมื่อชำระด้วยเงินสด จะไม่มีการแลกเปลี่ยนสินทรัพย์อ้างอิงโดยตรง แต่จะแลกเปลี่ยนเฉพาะมูลค่าที่แทนสินทรัพย์เท่านั้น (ในรูปของเงินสด หรือคริปโทเคอร์เรนซี)

หากคุณต้องการซื้อขายฟิวเจอร์บน Binance อย่าลืมอ่านคำแนะนำฉบับสมบูรณ์ในการซื้อขาย Binance Futures


สัญญาฟิวเจอร์ระยะยาว (Perpetual) คืออะไร

ผลิตภัณฑ์ฟิวเจอร์เป็นวิธีที่ยอดเยี่ยมสำหรับนักเทรดในการเก็งกำไรราคาสินทรัพย์ อย่างไรก็ตาม นักเทรดจะทำอย่างไรหากต้องการรักษาสัญญาไว้หลังวันหมดอายุ

คำตอบคือการใช้สัญญาฟิวเจอร์ระยะยาว ข้อแตกต่างจากสัญญาฟิวเจอร์ปกติคือการที่สัญญาประเภทนี้จะไม่มีวันหมดอายุ ทำให้นักเทรดสามารถเก็งกำไรราคาสินทรัพย์อ้างอิงได้โดยไม่ต้องกังวลกับวันหมดอายุ 

อย่างไรก็ตาม ข้อแตกต่างนี้ทำให้เกิดปัญหาเช่นกัน จะเกิดอะไรขึ้นหาดราคาของสัญญาฟิวเจอร์ระยะยาวห่างจากราคาสินทรัพย์อ้างอิงอย่างมาก เมื่อไม่มีวันหมดอายุ ตลาดฟิวเจอร์ระยะยาวอาจมีความแตกต่างจากตลาด Spot เป็นอย่างมากและแตกต่างอย่างต่อเนื่อง

นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมสัญญาฟิวเจอร์ระยะยาวจึงมีค่าธรรมเนียมทุนที่ต้องชำระระหว่างนักเทรด ลองนึกถึงสถานการณ์ที่ตลาดฟิวเจอร์ระยะยาวซื้อขายในราคาที่สุดกว่าตลาด Spot ในกรณีนี้ อัตราต่อทุนจะเป็นบวก ซึ่งหมายความว่าสัญญาระยะยาว (ผู้ซื้อ) จ่ายค่าธรรมเนียมทุนให้แต่สัญญาระยะสั้น (ผู้ขาย) สิ่งนีสนับสนุนให้ผู้ซื้อต้องการขาย ซึ่งส่งผลให้ราคาของสัญญาลดลง เคลื่อนที่เข้าใกล้กับราคา Spot มากขึ้น ในทางตรงข้าม หากตลาดฟิวเจอร์ระยะยาวซื้อขายในราคาต่ำกว่าตลาด Spot อัตราต่อทุนจะเป็นลบ ระยะสั้นจะจ่ายระยะยาว เพิ่งแรงผลักดันให้ราคาของสัญญาสูงขึ้น 

โดยสรุปแล้ว หากทุนเป็นบวก สัญญาระยะยาวจ่ายสั้น หากทุนเป็นลบ สัญญาระยะสั้นจ่ายยาว

สัญญาฟิวเจอร์ระยะยาวได้รับความนิยมอย่างมากในหมู่นักเทรด Bitcoin และคริปโทเคอร์เรนซี หากคุณต้องการอ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับสัญญาฟิวเจอร์ระยะยาว ดูที่สัญญาฟิวเจอร์ระยะยาวคืออะไร



ต้องการเริ่มต้นซื้อขายคริปโทเคอร์เรนซีใช่ไหม? ซื้อ Bitcoin ที่ Binance!



สัญญาออปชั่นคืออะไร

สัญญาออปชั่นคือประเภทหนึ่งของผลิตภัณฑ์อนุพันธ์ที่มอบสิทธิ์ให้กับนักเทรด แต่ไม่ใช่พันธะผูกพันเพื่อซื้อหรือขายสินทรัพย์ในอนาคต ณ ราคาที่เฉพาะหนึ่งๆ ความแตกต่างที่สำคัญระหว่างสัญญาฟิวเจอร์กับสัญญาออปชั่นคือนักเทรดไม่จำเป็นต้องตกลงชำระเงินค่าซื้อขายสัญญาออปชั่น

เมื่อนักเทรดซื้อสัญญาออปชั่น พวกเขาจะเก็งกำไรว่าราคาจะไปในทิศทางหนึ่ง

สัญญาออปชั่นมี 2 ประภท ได้แก่ call options และ put options Call Option เป็นการเดิมพันว่าราคาจะสูงขึ้น ขณะที่ Put Option เดิมพันว่าราคาจะลดลง

เช่นเดียวกับผลิตภัณฑ์อนุพันธ์อื่นๆ สัญญาออปชั่นอาจอยู่บนพื้นฐานของสินทรัพย์ได้หลากหลาย: ดัชนีตลาด สินค้าโภคภัณฑ์ หุ้น คริปโทเคอร์เรนซี และอื่นๆ

สัญญาออปชั่นสามารถก่อให้เกิดกลยุทธ์ที่ซับซ้อนในการซื้อขาย รวมทั้งวิธีการบริหารจัดการความเสี่ยง เช่น การเฮดจิ้ง ในบริบทของคริปโทเคอร์เรนซี ออปชั่นอาจมีประโยชน์สูงสุดสำหรับนักขุดที่ต้องการเฮดจ์การถือคริปโทเคอร์เรนซีจำนวนมาก เพื่อให้ได้รับการคุ้มครองที่ดีกว่าต่อเหตุการณ์ที่อาจส่งผลกระทบเป็นอย่างมากต่อทุนของตน

หากคุณต้องการอ่านข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับสัญญาออปชั่น ลองดูที่สัญญ่ออปชั่นคืออะไร หากคุณต้องการซื้อขายสัญญาออปชั่นที่ Binance อย่าลืมอ่านคำแนะนำเกี่ยวกับออปชั่นสำหรับ iOS และ Android ก่อน


ตลาดแลกเปลี่ยนเงินตราระหว่างประเทศ (Forex) คืออะไร

ตลาดแลกเปลี่ยนเงินตราระหว่างประเทศ (Forex, FX) คือที่ซึ่งนักเทรดสามารถแลกเปลี่ยนสกุลเงินของประเทศหนึ่งเป็นสกุลเงินของอีกประเทศไทย กล่าวคือตลาด Forex ระบุอัตราแลกเปลี่ยนสกุลเงินต่างๆ ทั่วโลก

เรามักจะคิดว่าสกุลเงินคือสินทรัพย์ “Safe Haven” แม้แต่คำว่า “Stablecoin” เองก็สื่อว่าในทางทฤษฎี สินทรัพย์นี้มีความปลอดภัยจากความผันผวน อย่างไรก็ตาม แม้ว่าแนวคิดนี้จะเป็นจริงในระดับหนึ่ง สกุลเงินก็สามารถพบกับสภาวะการขึ้นลงของตลาดได้ ทั้งนี้เนื่องจากมูลค่าของสกุลเงินถูกกำหนดด้วยอุปสงค์และอุปทานเช่นกัน นอกจากนี้ยังอาจได้รับผลกระทบจากภาวะเงินเฟ้อ หรือแรงผลักดันตลาดอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการซื้อขายและลงทุนทั่วโลก รวมถึงปัจจัยทางภูมิศาสตร์การเมือง

ตลาด Forex ทำงานอย่างไร อาจมีการซื้อขายคู่สกุลเงินโดยวาณิชธนกิจ (Investment Banks), ธนาคารกลาง บริษัทเชิงพาณิชย์ บริษัทการลงทุน กองทุน Hedge Fund และนักเทรด Forex ตลาด Forex ยังทำให้สามารถแปลงสกุลเงินทั่วโลกได้เพื่อการชำระเงินในการซื้อขายระหว่างประเทศ

นักเทรด Forex มักจะใช้กลยุทธ์แบบเดย์เทรด เช่น Scalping ด้วยเลเวอร์เลจ เพื่อเพิ่มผลตอบแทน เราจะพูดถึงการทำงานของกลยุทธ์นี้ต่อไปในบทความนี้

ตลาด Forex เป็นหนึ่งในโครงสร้างสำคัญของเศรษฐกิจโลกในสมัยใหม่อย่างที่เรารู้จักกันในปัจจุบัน ตลาด Forex เป็นตลาดทางการเงินที่ใหญ่และมีสภาพคล่องมากที่สุดในโลก


Leveraged Token คืออะไร

Leveraged Token คือสินทรัพย์ที่ซื้อขายได้ซึ่งมอบการเลเวอร์เลจต่อราคาของคริปโทเคอร์เรนซีโดยปราศจากข้อกำหนดทั่วๆ ไปในการจัดการสัญญาเลเวอร์เลจ ซึ่งหมายความว่าคุณไม่ต้องกังวลกับมาร์จิ้น สินทรัพย์ค้ำประกัน ทุน และการบังคับปิดสัญญา

Leveraged Token คือนวัตกรรมแห่งผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่เกิดจาก Blockchain เริ่มแรก Leveraged Token เกิดจากการแลกเปลี่ยนอนุพันธ์ FTX แต่หลังจากนั้นเป็นต้นมา เราได้เห็นการนำไปใช้อื่นๆ มากมาย อย่างไรก็ตาม แนวคิดหลังยังคงเดิม ซึ่งได้แก่ การสร้างโทเค็นจากการเปิดสัญญาแบบเลเวอร์เลจ แล้วสิ่งนี้หมายความว่าอย่างไร

Leveraged Token แสดงถึงสัญญาฟิวเจอร์ระยะยาวในรูปแบบของโทเค็น ก่อนหน้านี้เราพูดถึงการที่สามารถสร้างอนุพันธ์จากอนุพันธ์ได้ Leveraged Token คือตัวอย่างที่ชัดเจนเนื่องจากได้มูลค่ามาจากสัญญาฟิวเจอร์ ซึ่งเป็นอนุพันธ์เช่นกัน

Leveraged Token เป็นวิธีที่ยอดเยี่ยมง่ายๆ ในการเข้าถึงเลเวอร์เลจสำหรับคริปโทเคอร์เรนซี หากคุณต้องการซื้อขาย Leveraged Token บน Binance ลองดูคู่มือแนะนำ Binance Leveraged Token (BLVT) สำหรับผู้เริ่มต้น

หากคุณต้องการอ่านเกี่ยวกับ FTX Leveraged Token ลองดูคู่มือแนะนำ FTX Leveraged Token สำหรับผู้เริ่มต้น





บทที่ 3 – กลยุทธ์การซื้อขายและการลงทุน


เนื้อหา


กลยุทธ์การซื้อขายคืออะไร

กลยุทธ์การซื้อขายคือแผนที่คุณทำตามเพื่อดำเนินการซื้อขาย ไม่มีแนวทางในการซื้อขายที่ถูกต้องเพียงวิธีเดียว ดังนั้น แต่ละกลยุทธ์จึงขึ้นกับโปรไฟล์และความชอบของนักเทรด

ไม่ว่าแนวทางในการซื้อขายของคุณจะเป็นอย่างไร การวางแผนเป็นสิ่งที่สำคัญมาก เพราะจะทำให้มีเป้าหมายที่ชัดเจนและป้องกันไม่ให้คุณออกนอกเส้นทางเนื่องมาจากอารมณ์ โดยทั่วไปแล้ว คุณควรตัดสินใจว่าคุณอยากซื้อขายอะไร อย่างไร รวมทั้งเวลาที่คุณจะเข้าและออกจากการซื้อขายนั้น

ในบทต่อไปนี้ เราจะพูดถึงตัวอย่างบางกลยุทธ์ที่ได้รับความนิยม


การจัดการพอร์ตโฟลิโอคืออะไร

การจัดการพอร์ตโฟลิโอคือการสร้างและจัดการการลงทุนต่างๆ พอร์ตโฟลิโอนั้นเป็นกลุ่มของสินทรัพย์ – อาจมีอะไรก็ได้ตั้งแต่ตุ๊กตาไปจนถึงอสังหาริมทรัพย์ หากคุณต้องการซื้อขายคริปโทเคอร์เรนซีเท่านั้น พอร์ตของคุณก็คงมี Bitcoin รวมทั้งเหรียญและโทเค็นดิจิทัลอื่นๆ 

ก้าวแรกของคุณคือการพิจารณาเกี่ยวกับความคาดหวังของคุณสำหรับพอร์ตโฟลิโอ คุณต้องการตระกร้าการลงทุนที่จะค่อนข้างปลอดภัยจากความผันผวน หรือคุณต้องการความเสี่ยงมากขึ้นที่อาจมอบผลตอบแทนสูงในระยะสั้น

การคิดพิจารณาเกี่ยวกับการจัดการพอร์ตโฟลิโอของคุณนั้นมีประโยชน์อย่างมาก บางคนอาจชอบกลยุทธ์แบบ Passive ซึ่งคุณสามารถปล่อยการลงทุนไว้ได้เลยหลังจากเริ่มต้น บางคนอาจต้องการใช้แนวทางที่ Active ที่ต้องซื้อและขายสินทรัพย์เพื่อทำกำไร


การบริหารความเสี่ยงคืออะไร


การบริหารความเสี่ยงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความสำเร็จในการซื้อขาย กระบวนการนี้เริ่มต้นด้วยการระบุประเภทความเสี่ยงที่คุณอาจต้องเจอ:

  • ความเเสี่ยงทางตลาด: โอกาสขาดทุนที่อาจเกิดหากสินทรัพย์สูญเสียมูลค่า
  • ความเสี่ยงการบังคับปิดสัญญา: โอกาสขาดทุนที่เกิดจากตลาดที่ขาดสภาพคล่องซึ่งหาผู้ซื้อสินทรัพย์ของคุณได้ยาก
  • ความเสี่ยงด้านการดำเนินการ: โอกาสขาดทุนที่เกิดจากความล้มเหลวด้านการดำเนินการ ซึ่งอาจเกิดจากความผิดพลาดของมนุษย์ ความล้มเหลวของฮาร์ดแวร์/ซอฟต์แวร์ หรือการดำเนินการฉ้อโกงโดยจงใจของพนักงาน
  • ความเสี่ยงทางระบบ: โอกาสขาดทุนจากความล้มเหลวของผู้มีส่วนในอุตสาหกรรมที่คุณดำเนินการ ซึ่งส่งผลต่อธุรกิจทั้งหมดในภาคส่วนนั้น ดังเช่นตัวอย่างในปี 2008 ที่การล้มละลายของ Lehman Brothers ส่งผลต่อระบบการเงินทั่วโลก

การระบุความเสี่ยงเริ่มต้นที่สินทรัพย์ในพอร์ตของคุณ แต่ความมีการพิจารณาถึงปัจจัยภายนอกและภายในเพื่อให้ได้ประสิทธิภาพ ต่อจากนี้ คุณควรประเมินความเสี่ยงเหล่านี้ คุณจะต้องเจอบ่อยแค่ไหน และความเสี่ยงจะมีความรุนแรงเพียงใด

การพิจารณาความเสี่ยงและผลที่อาจเกิดขึ้นกับพอร์ตของคุณจะทำให้คุณสามารถจัดลำดับ และพัฒนากลยุทธ์ที่เหมาะสมเพื่อรับมือได้ ตัวอย่างเช่น สำหรับความเสี่ยงทางระบบ คุณอาจลดความเสี่ยงได้โดยการกระจายการลงทุน และสำหรับความเสี่ยงทางตลาด คุณอาจลดได้โดยการใช้ Stop-Loss


อย่าลืมอ่านบทความคำอธิบายด้านความเสี่ยงทางการเงิน และคู่มือทำความเข้าใจเกี่ยวกับการบริหารความเสี่ยงสำหรับผู้เริ่มต้น


การเทรดรายวัน (Day Trade) คืออะไร

การเทรดรายวันคือกลยุทธ์ในการเข้าและออกจากการซื้อขายในวันเดียว ชื่อนี้มาจากตลาดดั้งเดิมที่เปิดในช่วงเวลาหนึ่งๆ ระหว่างวัน นอกเวลาดังกล่าว นักเทรดรายวันมักจะไม่มีการซื้อขายใดๆ ที่เปิดอยู่

คุณคงทราบว่าตลาดคริปโทเคอร์เรนซีไม่มีเวลาเปิด-ปิด คุณสามารถซื้อขายได้ตลอดเวลาในทุกๆ วันตลอดทั้งปี อย่างไรก็ตาม การเทรดรายวันในบริบทของคริปโทเคอร์เรนซีมักจะหมายถึงสไตล์การซื้อขายที่นักเทรดเข้าและออกจากการซื้อขายภายใน 24 ชั่วโมง

ในการเทรดรายวัน คุณมักจะอาศัยการวิเคราะห์ทางเทคนิคเพื่อกำหนดว่าจะซื้อขายสินทรัพย์ใด เนื่องจากกำไรในช่วงเวลาสั้นๆ นั้นอาจไม่มาก คุณอาจต้องเลือกซื้อขายหลายสินทรัพย์เพื่อพยายามสร้างผลตอบแทนให้มากที่สุด ถึงอย่างนั้น นักเทรดบางคนอาจเลือกซื้อขายสินทรัพย์คู่เดียวเป็นปีๆ

สไตล์นี้ถือเป็นกลยุทธ์ที่แอคทีฟ อาจทำกำไรได้มาก แต่ก็มีความเสี่ยงเช่นกัน ดังนั้น การเทรดรายวันจึงเหมาะกับนักเทรดที่มีประสบการณ์มากกว่า



ต้องการเริ่มต้นซื้อขายคริปโทเคอร์เรนซีใช่ไหม? ซื้อ Bitcoin ที่ Binance!



การเทรดแบบสวิง (Swing Trade) คืออะไร

ในการเทรดแบบสวิง คุณยังพยายามทำกำไรจากแนวโน้มตลาด แต่มักจะอยู่ในช่วงเวลาที่นานกว่า อาจเป็นเวลา 2-3 วัน ถึงหลายเดือน

บ่อยครั้ง เป้าหมายของคุณจะเป็นการระบุสินทรัพย์ที่ดูมีมูลค่าต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริง และมีโอกาสที่มูลค่าจะเพิ่มขึ้น คุณจะซื้อสินทรัพย์นี้ และขายเมื่อราคาเพิ่มขึ้นเพื่อทำกำไร หรือคุณอาจพยายามหาสินทรัพย์ที่มูลค่าต่ำที่มีแนวโน้มว่ามูลค่าจะลดลง จากนั้นคุณอาจขายบางส่วนในราคาที่สูงขึ้นเพื่อหวังว่าจะซื้อคืนในราคาที่ต่ำกว่า

เช่นเดียวกับการเทรดรายวัน นักเทรดแบบสวิงจะใช้การวิเคราะห์ทางเทคนิค อย่างไรก็ตาม เนื่องจากกลยุทธ์ของพวกเขาใช้เวลานานกว่าที่จะเห็นผล การวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานจึงอาจเป็นเครื่องมือที่มีค่าเช่นกัน 

การเทรดแบบสวิงมักจะใช้กลยุทธ์ที่เหมาะกับนักเทรดมือใหม่มากกว่า ทั้งนี้เพราะไม่จำเป็นต้องดำเนินการรวดเร็วเหมือนการเทรดรายวัน ขณะที่การเทรดรายวันต้องอาศัยการตัดสินใจที่รวดเร็วและต้องนั่งจ้องหน้าจอเป็นเวลานาน แต่การเทรดแบบสวิงให้เวลากับคุณมากกว่า


การเทรดแบบ Position คืออะไร

การเทรดแบบ Position (หรือแนวโน้ม) คือกลยุทธ์ระยะยาว นักเทรดซื้อสินทรัพย์เพื่อถือไว้ต่อเนื่องระยะหนึ่ง (ส่วนใหญ่เป็นเดือน) เป้าหมายคือการทำกำไรจากการขายในราคาที่สูงขึ้นในอนาคต... 

สิ่งที่ทำให้การเทรดแบบ Position ต่างจากการเทรดแบบสวิงระยะยาวคือเหตุผลในการซื้อขาย นักเทรด Position ดูที่แนวโน้วมที่สามารถสังเกตได้ในช่วงเวลาต่อเนื่องระยะหนึ่ง – พวกเขาจะพยายามทำกำไรจากทิศทางโดยรวมของตลาด ในทางตรงข้าม นักเทรดแบบสวิงมักจะพยายามคาดการณ์การ “สวิง” ของตลาด ซึ่งไม่จำเป็นต้องสัมพันธ์กับแนวโน้มโดยรวม

ไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะเห็นนักเทรดแบบ Position ใช้ประโยชน์จากการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน ทั้งนี้เนื่องจากเวลาช่วยให้พวกเขาสามารถเฝ้าดูเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับปัจจัยพื้นฐานเกิดขึ้นได้ แต่ก็ไม่ใช่ว่าไม่มีการใช้การวิเคราะห์ทางเทคนิคเลย ขณะที่นักเทรดแบบ Position ตั้งสมมุติฐานว่าแนวโน้มจะดำเนินต่อไป การใช้ดัชนีทางเทคนิคสามารถเตือนให้พวกเขาทราบถึงโอกาสที่แนวโน้มจะเปลี่ยนแปลงกลับได้

เช่นเดียวกับการเทรดแบบสวิง การเทรดแบบ Position เหมาะอย่างยิ่งสำหรับมือใหม่ ด้วยเหตุผลเดียวกันที่ว่าพวกเขาจะมีเวลาในการพิจารณาตัดสินใจมาก


Scalping คืออะไร

จากกลยุทธ์ที่กล่าวถึงทั้งหมด Scalping จะใช้เวลาสั้นที่สุด Scalper พยายามใช้ประโยชน์จากการปรับขึ้นลงของราคาเพียงเล็กน้อย เข้าและออกจากการซื้อขายในระยะเวลาไม่กี่นาที (หรืออาจเป็นวินาที) ส่วนใหญ่แล้ว พวกเขาจะใช้การวิเคราะห์ทางเทคนิคเพื่อพยายามคาดการณ์การเคลื่อนไหวของราคาและใช้ปรพโยชน์จาก Bid-Ask Spread แลจุดที่ขาดประสิทธิภาพอื่นๆ เพื่อสร้างกำไร เนื่องจากช่วงเวลาที่สั้น การซื้อขายแบบ Scalping มักทำกำไนในเปอร์เซ็นต์ที่ต่ำ – ส่วนใหญ่แล้วจะน้อยกว่า 1% แต่ Scalping อาศัยจำนวนเป็นหลัก กำไรน้อยๆ แต่ละครั้งอาจรวมแล้วมีค่ามากในระยะยาว

Scalping ไม่ใช่กลยุทธ์สำหรับมือใหม่ เพราะต้องอาศัยความเข้าใจตลาดอย่างลึกซึ้ง รวมทั้งแพลตฟอร์มที่คุณซื้อขาย และการวิเคราะห์ทางเทคนิคก็มีส่วนสำคัญต่อความสำเร็จ อย่างไรก็ตาม นักเทรดที่มีความรู้และสามารถระบุทิศทางของตลาดเพื่อใช้ประโยชน์จากการปรับตัวขึ้นลงของราคาในระยะสั้นได้ก็อาจทำกำไรได้มาก


การจัดสรรสินทรัพย์และการกระจายการลงทุนคืออะไร

คำว่าการจัดสรรสินทรัพย์และการกระจายการลงทุนมักจะใช้แทนกัน คุณอาจเข้าใจหลักการจากคำพูดที่ว่าอย่าเก็บของมีค่าไว้ในที่เดียว การเก็บสิ่งมีค่าไว้ในที่เดียวสร้างจุดศูนย์กลางหากเกิดความล้มเหลว – เช่นเดียวกับกรณีของเงิน การนำเงินเก็บทั้งหมดของคุณไปลงทุนในสินทรัพย์เดียวทำให้คุณเจอกับความเสี่ยงเช่นนี้ได้ หากสินทรัพย์นั้นเป็นหุ้นของบริษัทหนึ่ง และบริษัทนั้นประสบปัญหา คุณอาจเสียเงินได้ในครั้งเดียว

สิ่งนี้ยังเป็นจริงสำหรับประเภทสินทรัพย์ด้วย ในกรณีวิกฤตการเงิน คุณอาจคาดได้ว่าหุ้นทั้งหมดที่ถือไว้จะเสียมูลค่า เนื่องจากมีความสัมพันธ์กันอย่างมาก และหมายความว่ามักจะเป็นไปในทิศทางเดียวกัน

การกระจายการลงทุนที่ดีไม่ใช่แค่การลงทุนในสกุลเงินต่างๆ เป็นร้อยๆ รายการในพอร์ตของคุณ ลองนึกถึงกรณีที่รัฐบาลทั่วโลกแบนคริปโทเคอร์เรนซี หรือหากควอนตัมคอมพิวเตอร์ไขการเข้ารหัสคีย์สาธารณะที่เราใช้กันอยู่ หากเกิดกรณีดังกล่าวสินทรัพย์ดิจิทัลทั้งหมดจะได้รับผลกระทบ เช่นเดียวกับหุ้น คริปโตเป็นสินทรัพย์ประเภทเดียว

ถ้าจะให้ดีแล้ว คุณควรกระจายการลงทุนไปในหลายๆ ประเภท เพราะถ้าประเภทหนึ่งทำผลงานได้ไม่มี สิ่งนี้จะได้ไม่มีผลกระทบไปยังพอร์ตส่วนที่เหลือของคุณ Harry Markowitz ผู้ชนะรางวัลโนเบลได้เสนอแนวคิดนี้ใน Modern Portfolio Theory (MPT) โดยทฤษฎีนี้สนับสนุนการลดความผันผวนและความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนในพอร์ตโฟลิโอโดยการผสมผสานสินทรัพย์ที่ไม่มีความสัมพันธ์กัน

หากต้องการทราบข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับหัวข้อนี้ ลองดูที่การจัดสรรสินทรัพย์และการกระจายการลงทุน หรือสำรวจประโยชน์ของการกระจายการลงทุนด้วย Bitcoin ใน Binance Academy


ทฤษฎี Dow คืออะไร


ทฤษฎี Dow เป็นกรอบแนวคิดด้านการเงินที่มีพื้นฐานมาจากไอเดียของ Charles Dow ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้ง Wall Street Journal และช่วยสร้างดัชนีแรกๆ ในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ที่เรียกว่า Dow Jones Transportation Average (DJTA) และ Dow Jones Industrial Average (DJIA)

แม้ว่าทฤษฎี Dow จะไม่ได้คิดขึ้นอย่างเป็นทางการโดย Dow เอง แต่ก็เห็นได้ว่าเป็นการรวมแนวคิดด้านการตลาดที่อยู่ในงานเขียนของเขา ต่อไปนี้คือข้อมูลสรุปสำคัญบางส่วน:



ทั้งนี้ ควรทราบว่าสิ่งเเหล่านี้ไม่ใช่วิทยาศาสตร์ที่ตายตัว แต่เป็นเพียงทฤษฎีเท่านั้นและอาจไม่เป็นจริงเสมอไป อย่างไรก็ตาม ทฤษฎีนี้ยังมีอิทธิพลอย่างมากในปัจจุบัน นักเทรดและนักลงทุนหลายรายยังเห็นว่าเป็นส่วนสำคัญของวิธีการของตน

หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติม โปรดอ่านข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับทฤษฎี Dow


ทฤษฎี Elliott Wave คืออะไร

Elliott Wave Theory (EWT) คือหลักการที่กล่าวว่าการเคลื่อนไหวของตลาดเป็นไปตามจิตวิทยาของผู้มีส่วนร่วมในตลาด แม้ว่าจะใช้กันในหลายกลยุทธ์การวิเคราะห์ทางเทคนิค แต่ทฤษฎีนี้ก็ไม่ใช้ตัวบ่งชี้หรือเทคนิคที่เฉพาะ โดยถือเป็นวิธีในการวิเคราะห์โครงสร้างตลาดมากกว่า

รูปแบบ Elliott Wave มักจะระบุได้จากชุดคลื่นแปดตัว แต่ละตัวจะเป็น Motive Wave  หรือ Corrective Wave คุณจะมี 5 Motive Waves ที่เป็นไปตามแนวโน้มทั่วไป และ 3 Corrective Waves ที่จะเป็นไปในทางตรงข้าม


Elliot Wave Cycle พร้อมด้วย Motive Waves (น้ำเงิน) และ Corrective Waves (เหลือง)


รูปแบบนี้มีคุณสมบัติแบบเศษส่วน ซึ่งหมายความว่าคุณสามารถซูมเข้าไปดูคลื่นเดี่ยวและจะเห็นรูปแบบ Elliot Wave อีกได้ หรือคุณสามารถซูมออกเพื่อเห็นว่าคลื่นที่ดูอยู่เป็นส่วนหนึ่งของ Elliot Wave Cycle ที่ใหญ่กว่า

ทฤษฎี Elliott Wave ได้รับการตอบรับทั้งบวกและลบ บางคนแย้งว่าวิธีการขึ้นอยู่กับผู้ใช้มากเกินไป เพราะนักเทรดสามารถระบุคลื่นได้ในหลายๆ แบบโดยไม่ละเมิดกฎ เช่นเดียวกับทฤษฎี Dow ทฤษฎี Elliott Wave นี้ไม่ได้เป็นจริงเสมอไปและไม่ควรมองว่าเป็นวิทยาศาสตร์ อย่างไรก็ดี นักเทรดหลายคนประสบความสำเร็จจากการใช้ EWT ร่วมกับเครื่องมือวิเคราะห์ทางเทคนิคอื่นๆ มาแล้ว

ลองดูที่ข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับทฤษฎี Elliott Wave เพื่ออ่านข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับหัวข้อนี้


วิธี Wyckoff คืออะไร

วิธี Wyckoff คือกลยุทธ์การซื้อขายและลงทุนอย่างมากที่คิดขึ้นโดย Charles Wyckoff ในยุค 1930 ผลงานของเขาถือว่าเป็นหัวใจสำคัญของการวิเคราะห์ทางเทคนิคในยุคปัจจุบันในหลายๆ ตลาดการเงิน

Wyckoff เสนอกฎพื้นฐานสามข้อ – กฎอุปสงค์และอุปทาน กฎเหตุและผล และกฎการกระทำ vs ผลลัพธ์ นอกจากนี้ เขายังคิดค้นทฤษฎี Composite Man ที่คล้ายกับแนวโน้มปฐมภูมิของ Charles Dow ในหลายจุด ผลงานของเขาในด้านนี้ถือว่ามีความสำคัญอย่างมากต่อนักเทรดคริปโทเคอร์เรนซี

สำหรับสิ่งที่มีโยชน์ในทางปฏิบัติ วิธี Wyckoff มีแนวคิดด้านการซื้อขาย 5 ขั้น ดังต่อไปนี้

  • ระบุแนวโน้ม: สภาพตอนนี้เป็นอย่างไร และจะมุ่งหน้าไปยังทิศทางไหน
  • ระบุสินทรัพย์ที่แข็งแกร่ง: สินทรัพย์เคลื่อนที่ไปตามตลาดหรือในทิศทางตรงกันข้าม 
  • หาสินทรัพย์ที่มีเหตุมากพอ: มีเหตุผลเพียงพอให้เข้าซื้อขายหรือไม่ ความเสี่ยงคุ้มต่อรางวัลที่อาจได้รับหรือไม่
  • ประเมินความเป็นไปได้ของการเคลื่อนไหว: Buying and Selling Tests ของ Wyckoff ชี้ไปที่การเคลื่อนไหวที่อาจเกิดขึ้นได้หรือไม่ ราคาและปริมาณให้ข้อมูลอย่างไร สินทรัพย์พร้อมเคลื่อนที่หรือไม่
  • กะเวลาเข้าซื้อขาย: สินทรัพย์มีสภาพเป็นอย่างไรเมื่อเทียบกับตลาดทั่วไป เวลาใดเหมาะจะเข้าซื้อขาย

วิธี Wyckoff ถูกนำมาใช้ครั้งแรกเกือบร้อยปีก่อน แต่ก็ยังมีความเกี่ยวข้องในทุกวันนี้ กรอบงานวิจัยของ Wyckoff นั้นกว้างมาก ดังนั้น ข้อมูลข้างต้นเป็นเพียงบทสรุปส่วนย่อเท่านั้น เราแนะนำให้คุณสำรวจผลงานของเขาในเชิงลึก เนื่องจากจะให้ความรู้เกี่ยวกับการวิเคราะห์ทางเทคนิคที่สำคัญ เริ่มต้นด้วยคำอธิบายเกี่ยวกับวิธี Wyckoff


ซื้อและถือ (Buy and Hold) คืออะไร

กลยุทธ์การ “ซื้อและถือ” เกี่ยวข้องกับการซื้อและถือสินทรัพย์เอาไว้ ถือเป็นกลยุทธ์แบบพาสซีฟระยะยาวที่นักลงทุนซื้อสินทรัพย์และปล่อยไว้เฉยๆ ไม่ว่าสภาพตลาดจะเป็นอย่างไร ตัวอย่างที่ดีสำหรับวงการคริปโตคือ HODLing ซึ่งมักจะหมายถึงนักลงทุนที่เลือกซื้อและถือไปเป็นปีๆ แทนที่จะซื้อขายแบบแอคทีฟ

วิธีนี้สามารถเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่ชอบการลงทุนแบบ “Hands-Off” ที่ไม่ต้องกังวัลกับการปรับตัวขึ้นลงในระยะสั้นหรือภาษีเงินได้ อย่างไรก็ตาม วิธีนี้ต้องอาศัยความอดทนของนักลงทุนและสมมุติฐานที่ว่าสินทรัพย์จะไม่กลายเป็นสินทรัพย์ไร้มูลค่าในที่สุด

หากคุณต้องการอ่านวิธีง่ายๆ ในการนำกลยุทธ์นี้ไปใช้กับ Bitcoin ดูได้ที่คำอธิบายเกี่ยวกับ Dollar-Cost Averaging (DCA)


การลงทุนดัชนี (Index Investing) คืออะไร

การลงทุนดัชนีอาจถือเป็นรูปแบบหนึ่งของการ “ซื้อและถือ” ดังที่ชื่อบอกไว้ นักลงทุนหากำไรจากการเคลื่อนที่ของสินทรัพย์ภายในดัชนีเฉพาะ พวกเขาอาจซื้อสินทรัพย์ของตัวเอง หรือลงทุนในกองทุนดัชนี

กลยุทธ์นี้มีลักษณะแบบพาสซีฟ ผู้ใช้อาจยังได้รับประโยชน์จากการกระจายการลงทุนไปในหลายๆ สินทรัพย์ โดยไม่ต้องกังวลกับการซื้อขายแบบแอคทีฟ


การเทรดแบบจำลอง (Paper Trading) คืออะไร

การเทรดแบบจำลองอาจเป็นกลยุทธ์ใดก็ได้ – แต่นักเทรดเพียงจำลองการซื้อขายสินทรัพย์เท่านั้น นี่เป็นสิ่งที่คุณอาจพิจารณาในฐานะมือใหม่ (หรือแม้แต่นักเทรดที่มีประสบการณ์) เพื่อทดสอบทักษะโดยไม่ต้องเสี่ยงเงินจริงของคุณ

ตัวอย่างเช่น คุณอาจคิดว่าคุณได้ค้นพบกลยุทธ์ที่ดีเพื่อกะเวลาที่ราคา Bitcoin จะลดลง และคุณอยากลองทำกำไรจากการลดลงนี้เมื่อเกิดขึ้นจริง ก่อนที่จะนำทุนทั้งหมดของคุณไปเสี่ยง คุณอาจอยากลองเลือกเทรดแบบจำลอง ซึ่งอาจทำได้โดยการเขียนราคา ณ เวลาที่คุณต้องการ “เปิด” การซื้อขายใส่กระดาษไว้ รวมทั้งราคาขาย ณ เวลาที่ปิดการซื้อขาย คุณยังสามารถใช้โปรแกรมสมมุติที่ทำหน้าที่คล้ายอินเทอร์เฟสที่ได้รับความนิยมอีกด้วย

ประโยชน์หลักของการเทรดแบบจำลองคือการทดสอบกลยุทธ์ของคุณโดยไม่เสียเงินหากเกิดความผิดพลาดขึ้น คุณสามารถเห็นภาพว่าการดำเนินการของคุณจะเป็นไปอย่างไรโดยไร้ความเสี่ยง แน่นอนว่า คุณต้องเข้าใจว่าการเทรดแบบจำลองให้ความเข้าใจที่จำกัดเกี่ยวกับสภาพแวดล้อมจริงสำหรับการซื้อขาย เป็นเรื่องยากที่จะเลียนแบบอารมณ์ความรู้สึกจริงเมื่อมีเงินของคุณเข้ามาเกี่ยวข้อง การเทรดแบบจำลองไม่มีตัวกระตุ้นในชีวิตจริงซึ่งอาจมอบความรู้สึกไม่ถูกต้องในกรณีที่เกี่ยวกับราคาและค่าธรรมเนียม นอกจากว่าคุณจะคำนึงถึงปัจจัยเหล่านี้สำหรับแพลตฟอร์มนั้นๆ ด้วย

Binance มอบสองตัวเลือกสำหรับการเทรดแบบจำลอง ตัวอย่างเช่น Binance Futures Testnet ที่มีอินเทอร์เฟสแบบสมบูรณ์ หากคุณสร้างบอทหรือโปรแกรมเอง คุณสามารถเข้าถึง spot exchange testnet ได้ผ่าน API





บทที่ 4 - ข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับการวิเคราะห์ทางเทคนิค


เนื้อหา


Long Position คืออะไร

Long Position (หรือเรียกสั้นๆ ว่า Long) หมายถึงการซื้อสินทรัพย์ด้วยความคาดหวังว่ามูลค่าจะสูงขึ้น Long Position มักจะใช้ในบริบทของผลิตภัณฑ์อนุพันธ์ หรือ Forex แต่ยังสามารถใช้กับประเภทสินทรัพย์หรือประเภทตลาดใดๆ ก็ได้ การซื้อสินทรัพย์ในตลาด Spot เพื่อหวังให้ราคาสูงขึ้นถือเป็น Long Position

วิธีแบบ Long สำหรับผลิตภัณฑ์ทางการเงินถือเป็นแนวทางที่พบบ่อยที่สุดในการลงทุน โดยเฉพาะเมื่อเพิ่งเริ่มต้น กลยุทธ์การซื้อขายแบบระยะยาว เช่น ซื้อและถือ อยู่บนพื้นฐานของสมมุติฐานที่ว่าสินทรัพย์อ้างอิงจะมีมูลค่าเพิ่มมากขึ้น ดังนั้น การซื้อและถือก็คือวิธีแบบ Long เป็นระยะเวลาต่อเนื่องช่วงหนึ่ง

อย่างไรก็ตาม วิธี Long ไม่ได้จำเป็นว่านักเทรดจะทำเงินได้จากการเพิ่มขึ้นของราคาเสมอไป ตัวอย่างเช่น Leveraged Token BTCDOWN มีความสัมพันธ์ในทางตรงข้ามกับราคาของ Bitcoin หากราคาของ Bitcoin เพิ่มขึ้น ราคาของ BTCDOWN จะลดลง หากราคาของ Bitcoin ลดลง ราคาของ BTCDOWN จะเพิ่มขึ้น ดังนั้น การใช้ Long Position ใน BTCDOWN มีค่าเท่ากับการเคลื่อนที่ลงของราคาของ Bitcoin


Shorting คืออะไร

Short Position (หรือ Short) หมายถึงการขายสินทรัพย์ด้วยความตั้งใจที่จะซื้อกลับคืนในภายหลังในราคาที่ต่ำกว่า Shorting มีความเกี่ยวข้องอย่างมากกับการซื้อขายมาร์จิ้น เนื่องจากอาจเกิดได้กับสินทรัพย์ที่ยืม อย่างไรก็ตาม วิธีนี้ยังใช้กันทั่วไปในตลาดอนุพันธ์ และยังสามารถทำได้ง่ายด้วย Spot Position ลองมาดูว่า Shorting ทำงานอย่างไร

การ Shorting ในตลาด Spot เป็นเรื่องง่าย ลองคิดว่าหากคุณมี Bitcoin อยู่แล้ว และคุณคาดว่าราคาจะลงลง คุณขาย BTC เป็น USD และวางแผนว่าจะซื้อกลับคืนในภายหลังเมื่อราคาลดลง ในกรณีนี้ คุณเข้าสู่ Short Position สำหรับ Bitcoin เนื่องจากคุณขายในราคาสูงเพื่อซื้อคืนในราคาที่ตำ่ลง ดูง่ายๆ ใช่ไหม แล้วการ Shorting สำหรับทุนที่กู้ยืมล่ะ ลองมาดูกัน  

คุณกู้สินทรัพย์ที่คิดว่าจะมีมูลค่าลดลง – ตัวอย่างเช่น หุ้นหรือคริปโทเคอร์เรนซี คุณขายในทันที หากการเทรดเป็นไปตามที่คุณคาดและราคาสินทรัพย์ลดต่ำลง คุณซื้อคืนทรัพย์สินจำนวนเดิมที่คุณกู้มา คุณชำระค่าสินทรัพย์ที่กู้ยืมมา (พร้อมกับดอกเบี้ย) และทำกำไรจากส่วนต่างระหว่างราคาแรกที่คุณขายกับราคาที่คุณซื้อคืน

แล้ว Shortin Bitcoin เป็นอย่างไรสำหรับทุนที่กู้ยืม ลองดูตัวอย่าง หากเราจ่ายทุนประกันเพื่อยืม 1 BTC จากนั้นขายทันทีที่ราคา $10,000 ตอนนี้เรามี $10,000 ลองสมมุติว่าราคาลดเหลือ $8,000 เราซื้อ 1 BTC และจ่ายคืนหนี้สำหรับ 1 BTC พร้อมกับดอกเบี้ย เนื่องจากเราขายไปทีแรกในราคา $10,000 และซื้อกลับในราคา $8,000 กำไรของเราคือ $2,000 (ลบการชำระดอกเบี้และค่าธรรมเนียมการซื้อขาย)


คำสั่งซื้อขายคืออะไร

คำสั่งซื้อขายคือการรวบรวมคำสั่งปัจจุบันที่เปิดอยู่สำหรับสินทรัพย์ จัดระเบียบตามราคา เมื่อคุณโพสต์คำสั่งซื้อที่ไม่ได้ดำเนินการในทันที จะมีการเพิ่มไปยังคำสั่งซื้อขาย และจะอยู่ที่นั่นจนกว่าจะถูกดำเนินการโดยคำสั่งอื่นหรือยกเลิก

คำสั่งซื้อขายจะต่างกันไปตามแพลตฟอร์ม แต่โดยรวมแล้วจะมีข้อมูลทั่วไปเหมือนๆ กัน คุณจะเห็นตัวเลขของคำสั่งที่แต่ละระดับราคาเฉพาะต่างๆ

ในกรณีการแลกเปลี่ยนคริปโตและซื้อขายออนไลน์ คำสั่งในคำสั่งซื้อขายจะถูกจับคู่ด้วยระบบที่เรียกว่า Matching Engine ระบบนี้ดำเนินการให้มั่นใจว่ามีการดำเนินการซื้อขาย – เทียบได้ว่าเป็นสมองของตลาดแลกเปลี่ยน ระบบนี้และคำสั่งซื้อขายคือหัวใจหลักของแนวคิดตลาดแลกเปลี่ยนแบบอิเล็กทรอนิก


ความลึกของคำสั่งซื้อขายคืออะไร

ความลึกของคำสั่งซื้อขาย (หรือความลึกของตลาด) หมายถึงการมองภาพคำสั่งที่กำลังเปิดอยู่ในคำสั่งซื้อขาย ซึ่งมักจะมีคำสั่งซื้ออยู่ด้านหนึ่ง และคำสั่งขายอยู่อีกด้าน แสดงร่วมกันในแผนภูมิ


ความลึกของคำสั่งซื้อคู่ในตลาด BTC/USDT บน Binance


กล่าวโดยทั่วไป ความลึกของคำสั่งซื้อขายอาจหมายถึงจำนวนของสภาพคล่องที่คำสั่งซื้อขายสามารถรับได้ ยิ่งตลาด “ลึกมาก” เท่าไหร่ คำสั่งซื้อขายก็มีสภาพคล่องมากขึ้นเท่านั้น ในกรณีนี้ ตลาดที่มีสภาพคล่องสามารถรับคำสั่งมากกว่าได้โดยไม่ส่งผลกระทบต่อราคา อย่างไรก็ตาม หากตลาดขาดสภาพคล่อง คำสั่งซื้อที่มากก็อาจส่งผลกระทบอย่างมากต่อราคา


มาร์เกตออเดอร์คืออะไร

มาร์เกตออเดอร์คือคำสั่งเพื่อซื้อหรือขายในราคาที่ดีที่สุดที่มีอยู่ในตลาด เป็นวิธีที่เร็วที่สุดในการเข้าและออกจากตลาด

การตั้งค่ามาร์เกตออเดอร์ก็เหมือนคุณกล่าว “ฉันต้องการดำเนินการคำสั่งนี้เดี๋ยวนี้ในราคาที่ดีที่สุดที่เป็นไปได้”

มาร์เกตออเดอร์ของคุณจะดำเนินการคำสั่งต่อเนื่องจากคำสั่งซื้อขายจนกระทั่งดำเนินการสำเร็จทั้งหมด นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมนักเทรดรายใหญ่ (หรือวาฬ) จึงส่งผลต่อราคาได้มากเมื่อพวกเขาใช้มาร์เกตออเดอร์ มาร์เกตออเดอร์ขนาดใหญ่ส่งผลต่อสภาพคล่องจากคำสั่งซื้อขายได้ ลองมาดูเพิ่มเติมในการพูดถึง Slippage

ต้องการเรียนรู้เพิ่มเติมใช่ไหม ลองดูที่บทความมาร์เกตออเดอร์คืออะไร


Slippage ในการเทรดคืออะไร

สิ่งหนึ่งที่คุณจำเป็นต้องรู้เกี่ยวกับมาร์เกตออเดอร์ก็คือ Slippage เมื่อเราพูดว่ามาร์เกตออเดอร์ดำเนินการในราคาที่ดีที่สุดที่มี นี่หมายความว่าจะมีการดำเนินการคำสั่งจากคำสั่งซื้อขายจนกระทั่งคำสั่งทั้งหมดได้รับการดำเนินการอย่างสมบูรณ์ 

อย่างไรก็ตาม จะเป็นอย่างไรในกรณีที่มีสภาพคล่องไม่พอเพื่อที่จะดำเนินการมาร์เกตออเดอร์ อาจมีความต่างอย่างมากระหว่างราคาที่คุณคาดจากคำสั่งของคุณกับราคาจริง สิ่งนี้เรียกว่า Slippage

ลองคิดว่าคุณต้องการเปิด Long Position ในราคา 10 BTC ด้วย Altcoin อย่างไรก็ตาม Alcoin นี้มี Market Cap ค่อนข้างน้อย และมีการซื้อขายในตลาดที่มีสภาพคล่องต่ำ หากคุณใช้มาร์เกตออเดอร์ จะมีการดำเนินการจนกว่าคำสั่งทั้ง 10 BTC ดำเนินการสมบูรณ์ ในตลาดที่มีสภาพคล่อง คุณจะสามารถทำเช่นนี้ได้โดยไม่ส่งผลกระทบต่อราคาอย่างมีนัยสำคัญ แต่ในกรณีนี้ การขาดสภาพคล่องหมายความว่าอาจไม่มีคำส่ังขายมากพอในคำสั่งซื้อขายสำหรับช่วงราคาปัจจุบัน 

ดังนั้น ณ เวลาที่คำสั่ง 10 BTC ดำเนินการเสร็จ คุณอาจเห็นว่าราคาเฉลี่ยที่จ่ายสูงกว่าที่คาดการณ์ หรือกล่าวได้ว่า การขาดคำสั่งขายทำให้มาร์เกตออเดอร์ของคุณเคลื่อนขึ้นในคำสั่งซื้อขาย คำสั่งที่ตรงกันมีราคาแพงกว่าอย่างมากเมื่อเทียบกับราคาเดิม

ควรระวังกรณี Slippage เมื่อซื้อขาย Alcoins เนื่องจากคู่ซื้อขายบางคู่อาจมีสภาพคล่องไม่เพียงพอที่จะดำเนินการมาร์เกตออเดอร์ของคุณ


คำสั่ง Limit คืออะไร

คำสั่ง Limit เป็นคำสั่งเพื่อซื้อหรือขายสินทรัพย์ในราคาที่เฉพาะหรือดีกว่า ราคานี้เรียกว่า ราคา Limit คำสั่งซื้อ Limit จะดำเนินการที่ราคา Limit หรือตำ่กว่า ขณะที่คำสั่งขาย Limit จะดำเนินการที่ราคา Limit หรือสูงกว่า

การตั้งค่าคำสั่ง Limit ก็เหมือนคุณกล่าวว่า: “ฉันต้องการดำเนินการคำสั่งนี้ในราคาที่เฉพาะหรือดีกว่า ไม่มีทางแย่กว่านั้น”

การใช้คำสั่ง Limit ทำให้คุณสามารถควบคุมการเข้าและออกจากตลาดหนึ่งๆ ได้มากขึ้น เป็นการการันตีว่าคำสั่งของคุณจะไม่ถูกดำเนินการในราคาที่แย่กว่าราคาที่คุณต้องการ อย่างไรก็ตาม คำสั่งนี้ก็มีผลเสียเช่นกัน ตลาดอาจไม่ถึงราคาที่คุณต้องการ ทำให้คำสั่งของคุณไม่ถูกดำเนินการเลย ในหลายกรณี สิ่งนี้อาจหมายถึงการสูญเสียโอกาสการซื้อขาย

การเลือกว่าจะใช้คำสั่ง Limit หรือมาร์เกตออเดอร์อาจแตกต่างกันไปสำหรับนักเทรดแต่ละคน บางคนอาจใช้หนึ่งอย่าง บางคนอาจจะใช้ทั้งสองตัวเลือก – ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ สิ่งสำคัญคือคุณเข้าใจว่าคำสั่งเหล่านี้ทำงานอย่างไรเพื่อให้ตัดสินใจได้ด้วยตัวเอง

ต้องการเรียนรู้เพิ่มเติมใช่ไหม ลองดูที่บทความคำสั่ง Limit คืออะไร


คำสั่ง Stop-Loss คืออะไร

เมื่อรู้ถึงมาร์เกตออเดอร์และคำสั่ง Limit แล้ว ลองมาดูคำสั่ง Stop-Loss กันบ้าง คำสั่ง Stop-Loss คือประเภทหนึ่งของมาร์เกตออเดอร์และคำสั่ง Limit ที่จะมีผลก็ต่อเมื่อถึงราคาหนึ่ง ราคานี้เรียกว่าราคา Stop

วัตถุประสงค์หลักของคำสั่ง Stop-Loss ก็คือการจำกัดความสูญเสีย การซื้อขายทุกรายการต้องมี Invalidation Point ซึ่งเป็นระดับราคาที่คุณควรกำหนดไว้ล่วงหน้า นี่คือระดับที่คุณต้องยอมรับว่าแนวคิดแรกของคุณนั้นไม่ถูกต้อง คุณควรออกจากตลาดเพื่อป้องกันการสูญเสียเพิ่มเติม ดังนั้น Invalidation Point คือจุดที่คุณวางคำสั่ง Stop-Loss ของคุณ

คำสั่ง Stop-Loss ทำงานอย่างไร ดังที่กล่าวไปแล้วว่าเป็นได้ทั้งมาร์เกตออเดอร์และคำสั่ง Limit ทำให้เรียกได้ว่าเป็น Stop-Limit และ Stop มาร์เกตออเดอร์ สิ่งสำคัญที่ต้องเข้าใจก็คือ Stop-Loss จะทำงานเมื่อถึงราคาหนึ่งๆ เท่านั้น (ราคา Stop) เมื่อถึงราคา Stop มาร์เกตออเดอร์หรือคำสั่ง Limit จะทำงาน เหมือนว่าคุณตั้งราคา Stop เป็นทริกเกอร์สำหรับมาร์เกตออเดอร์และคำสั่ง Limit นั่นเอง

อย่างไรก็ตาม มีสิ่งหนึ่งที่คุณควรจำไว้ เรารู้ว่าคำสั่ง Limit จะดำเนินการเฉพาะเมื่อถึงราคา Limit หรือดีกว่า แต่จะไม่แย่กว่านั้น หากคุณใช้คำสั่ง Stop-Limit เป็น Stop-Loss และตลาดล้มอย่างรุนแรง อาจมีการเคลื่อนออกจากราคา Limit ของคุณมาก ทำให้ไม่มีการดำเนินการคำสั่งของคุณ หรือกล่าวได้ว่า ราคา Stop จะทริกเกอร์คำสั่ง Stop-Limit ของคุณ แต่คำสั่ง Limit จะยังไม่ถูกดำเนินการเนื่องจากการลดลงอย่างมากของราคาในทันที นี่เป็นเหตุผลว่าทำไม Stop มาร์เกตออเดอร์จึงปลอดภัยกว่าคำสั่ง Stop-Limit เนื่องจากทำให้มั่นใจว่าแม้ในสภาพตลาดที่รุนแรง คุณจะการันตีการออกจากตลาดได้เมื่อถึง Invalidation Point ของคุณ

ต้องการเรียนรู้เพิ่มเติมใช่ไหม ลองดูที่บทความคำสั่ง Stop-Limit คืออะไร



ต้องการเริ่มต้นซื้อขายคริปโทเคอร์เรนซีใช่ไหม? ซื้อ Bitcoin บน Binance!




เมคเกอร์และเทคเกอร์คืออะไร

คุณจะเป็นเมคเกอร์เมื่อคุณวางคำสั่งที่ไม่ถูกดำเนินการในทันที แต่ถูกเพิ่มไปยังคำสั่งซื้อขาย เนื่องจากคำสั่งของคุณเพิ่มสภาพคล่องให้กับคำสั่งซื้อขาย คุณจึงเป็น “เมคเกอร์” ของสภาพคล่อง

คำสั่ง Limit มักจะดำเนินการในลักษณะของมาร์เกตออเดอร์ แต่ไม่ใช่ทุกกรณีไป ตัวอย่างเช่น ลองคิดว่าคุณวางคำสั่งซื้อ Limit ด้วยราคา Limit ที่สูงกว่าราคาปัจจุบันของตลาดมาก เนื่องจากคุณระบุว่าคำสั่งจะดำเนินการที่ราคา Limit หรือสูงกว่า คำสั่งของคุณจะดำเนินการตรงข้ามกับราคาตลาด (เนื่องจากต่ำกว่าราคา Limit ของคุณ)

คุณจะเป็นเทคเกอร์เมื่อคุณวางคำสั่งที่ถูกดำเนินการในทันที คำสั่งของคุณไม่ถูกเพิ่มไปยังคำสั่งซื้อขาย แต่ถูกจับคู่ดับคำสั่งที่มีอยู่ในคำสั่งซื้อขายในทันที เนื่องจากคุณนำสภาพคล่องออกจากคำสั่งซื้อขาย คุณจึงเป็นเทคเกอร์ มาร์เกตออเดอร์จะเป็นคำสั่งเทคเกอร์เสมอ เนื่องจากคุณดำเนินการคำสั่งที่ราคาที่ดีที่สุดที่มีในตลาด

ตลาดแลกเปลี่ยนบางแห่งใช้โมเดลค่าธรรมเนียมเป็นขั้นเพื่อจูงใจให้นักเทรดมอบสภาพคล่อง เพราะเป็นประโยชน์ในการดึงดูดนักเทรดปริมาณมากมายังตลาดแลกเปลี่ยนของตน – สภาพคล่องดึงดูดสภาพคล่องเพิ่มเติม ในระบบเช่นนี้ เมคเกอร์มักจะจ่ายค่าธรรมเนียมต่ำกว่าเทคเกอร์ เนื่องจากเป็นผู้มอบสภาพคล่องให้กับตลาดแลกเปลี่ยน ในบางกรณี พวกเขาอาจมอบข้อเสนอคืนเงินค่าธรรมเนียมให้กับเมคเกอร์ คุณสามารถดูระดับขั้นค่าธรรมเนียมของ Binance ได้ที่หน้านี้

หากคุณต้องการอ่านเพิ่มเติม ดูที่บทความเมคเกอร์และเทคเกอร์คืออะไร


ส่วนต่างระหว่างราคา Bid-Ask (Bid-Ask Spread) คืออะไร

Bid-Ask Spread คือส่วนต่างระหว่างคำสั่งซื้อสูงสุด (Bid) และคำสั่งขายต่ำสุด (Ask) สำหรับตลาดหนึ่งๆ ซึ่งก็คือช่องว่างระหว่างราคาสูงสุดที่ผู้ขายยอมขาย และราคาต่ำที่สุดที่ผู้ซื้อยอมซื้อ

Bid-Ask Spread นี้คือวิธีในการวัดสภาพคล่องของตลาด ยิ่ง Bid-Ask Spread น้อย สภาพคล่องของตลาดก็ยิ่งมาก Bid-Ask Spread อาจพิจารณาได้ว่าเป็นตัววัดอุปสงค์และอุปทานสำหรับสินทรัพย์หนึ่งๆ ดังนั้น อุปสงค์จึงแทนด้วย Ask Slide ขณะที่อุปทานแทนด้วย Bid Slide

เมื่อคุณวางคำสั่งซื้อมาร์เกตออเดอร์ จะมีการดำเนินการในราคา Ask ที่ต่ำที่สุดที่มีอยู่ ในทางตรงข้าม เมื่อคุณวางคำสั่งขายมาร์เกตออรเดอร์ จะมีการดำเนินการในราคา Bid ที่สูงที่สุดที่มี 


แผนภูมิแท่งเทียนคืออะไร

แผนภูมิแท่งเทียนคือกราฟที่แสดงราคาของสินทรัพย์ในไทม์เฟรมหนึ่งๆ ซึ่งประกอบไปด้วยแท่งเทียน แต่ละแท่งแทนจำนวนเวลาเดียวกัน ตัวอย่างเช่น แผนภูมิหนึ่งชั่วโมงจะแสดงแท่งเทียนต่างๆ ที่แต่ละแท่งแสดงเวลาหนึ่งชั่วโมง แผนภูมิหนึ่งวันจะมีแท่งเทียนที่แสดงช่วงเวลาหนึ่งวัน เป็นต้น


แผนภูมิรายวันของ Bitcoin แท่งเทียนแต่ละแท่งแทนการซื้อขายในหนึ่งวัน


แท่งเทียนมีจุดข้อมูล 4 จุด: เปิด, สูง, ต่ำ และปิด (หรือที่เรียกว่าค่า OHLC) จุดเปิดและปิดคือจุดแรกและจุดสุดท้ายที่บันทึกราคาสำหรับไทม์เฟรมนั้นๆ ขณะที่จุดต่ำและสูงคือจุดต่ำสุดและสูงสุดของราคาที่บันทึก 

แผนภูมิแท่งเทียนเป็นหนึ่งในเครื่องมือที่สำคัญที่สุดสำหรับการวิคราเห์ข้อมูลทางการเงิน แผนภูมิแท่งเทียนย้อนกลับไปประมาณศตวรรษที่ 17 แต่ได้รับการปรับปรุงให้ดีขึ้นในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 โดยผู้นำด้านการเทรดอย่าง Charles Dow

การวิเคราะห์แผนภูมิแท่งเทียนคือหนึ่งในวิธีที่ใช้กันมากที่สุดในการดูตลาด Bitcoin โดยใช้การวิเคราะห์ทางเทคนิค หากคุณต้องการเรียนรู้การอ่านแผนภูมิแท่งเทียน โปรดดูที่คำแนะนำเกี่ยวกับแผนภูมิแท่งเทียนสำหรับผู้เริ่มต้น


รูปแบบของแผนภูมิแท่งเทียนคืออะไร

พื้นฐานของการวิเคราะห์ทางเทคนิคก็คือสมมุติฐานที่ว่าการเคลื่อนไหวของราคาในอดีตสามารถบ่งชี้ทิศทางของราคาในอนาคตได้ แผนภูมิแท่งเทียนจะมีประโยชน์ได้จากแนวคิดการระบุรูปแบบแผนภูมิแท่งเทียนและสร้างไอเดียการเทรดตามข้อมูลดังกล่าว

แผนภูมิแท่งเทียนช่วยให้นักเทรดวิเคราะห์โครงสร้างตลาดและระบุว่าอยู่ในสภาวะตลาดแบบ Bullish หรือ Bearish และอาจช่วยให้ระบุพื้นที่ที่น่าสนใจในแผนภูมิได้ เช่น ระดับแนวรับหรือแนวต้าน หรือจุดที่อาจเกิดการกลับทิศทาง นี่คือบริเวณในแผนภูมิที่มักเกิดกิจกรรมการซื้อขายมากขึ้น

รูปแบบแผนภูมิแท่งเทียนยังเป็นวิธีที่ยอดเยี่ยมในการบริหารความเสี่ยง เนื่องจากแสดงให้เห็นกิจกรรมการซื้อขายที่ได้รับการระบุชัดเจนและมีความเฉพาะ เนื่องจากรูปแบบแผนภูมิแท่งเทียนสามารถระบุเป้าราคาและ Invalidation Point ได้อย่างชัดเจน ช่วยให้นักเทรดสามารถตั้งค่าการซื้อขายที่แม่นยำและควบคุมได้ ดังนั้น รูปแบบแผนภูมิแท่งเทียนจึงเป็นที่นิยมของทั้งนักเทรด Forex และคริปโทเคอร์เรนซี

ตัวอย่างที่พบได้บ่อยที่สุดบางส่วนของรูปแบบแผนภูมิแท่งเทียน ได้แก่ ธง, สามเหลี่ยม, ลิ่ม, ค้อน, ดาว และ Doji หากคุณต้องการเรียนรู้วิธีอ่านรูปแบบเหล่านี้ ดูที่บทความ12 รูปแบบแท่งเทียนยอดนิยมที่ใช้ในการวิเคราะห์ทางเทคนิค และคู่มือเกี่ยวกับรูปแบบคลาสสิกของแผนภูมิสำหรับมือใหม่


เส้นแนวโน้มคืออะไร

เส้นแนวโน้มเป็นเครื่องมือที่นิยมใช้โดยทั้งนักเทรดและนักวิเคราะห์ทางเทคนิค เส้นเหล่านี้จะเชื่อมต่อจุดข้อมูลในแผนภูมิ โดยทั่วไปแล้ว ข้อมูลคือราคา แต่ไม่ใช่จำเป็นในทุกกรณีไป นักเทรดบางคนอาจวาดเว้นแนวโน้มบนตัวชี้วัดและออสซิลเลเตอร์

แนวคิดหลักของการวาดเส้นแนวโน้มก็คือการมองเห็นแง่มุมบางส่วนของกิจกรรมราคา เพื่อให้นักเทรดสามารถระบุแนวโน้มและโครงสร้างตลาดโดยรวมได้


ราคาของ Bitcoin สัมผัสเส้นแนวโน้มหลายครั้ง แสดงถึงแนวโน้มขาขึ้น


นักเทรดบางคนอาจใช้เส้นแนวโน้มเพื่อทำความเข้าใจโครงสร้างตลาดให้ดีขึ้นเท่านั้น บางคนอาจใช้เพื่อสร้างไอเดียการซื้อขายที่ดำเนินการตามได้ บนพื้นฐานวิธีที่เส้นแนวโน้มทำปฏิสัมพันธ์กับราคา

เส้นแนวโน้มสามารถนำไปใช้ได้กับแผนภูมิที่แสดงช่วงเวลาใดๆ ก็ได้ อย่างไรก็ตาม เช่นเดียวกับเครื่องมือวิเคราะห์ตลาดอื่นๆ เส้นแนวโน้มที่มีไทม์เฟรมหรือช่วงเวลานานกว่าจะมีความน่าเชื่อถือมากกว่าเส้นแนวโน้มในระยะไทม์เฟรมที่สั้นกว่า 

อีกสิ่งหนึ่งที่ควรพิจารณาคือความแข็งแกร่งของเส้นแนวโน้ม คำนิยามดั้งเดิมของเส้นแนวโน้มกำหนดว่าต้องสัมผัสราคาอย่างน้อยสองหรือสามครั้งเพื่อให้มีความถูกต้อง โดยทั่วไปแล้ว ยิ่งราคาสัมผัส (ทดสอบ) เส้นแนวโน้มมากเท่าไหร่ ความน่าเชื่อถือก็ยิ่งมากขึ้นเท่านั้น

หากคุณต้องการอ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับการวาดเส้นแนวโน้ม ดูได้ที่บทความข้อมูลเกี่ยวกับเส้นแนวโน้ม


แนวรับและแนวต้านคืออะไร

แนวรับและแนวต้านคือส่วนหนึ่งของแนวคิดพื้นฐานที่เกี่ยวข้องกับการซื้อขายและการวิเคราะห์ทางเทคนิค

แนวรับหมายถึงระดับที่ราคาเจอกับ “Floor” หรือกล่าวได้ว่า ระดับแนวรับคือบริเวณที่มีความต้องการสูง และเป็นจุดที่ผู้ซื้อเข้ามาและผลักดันให้ราคาสูงขึ้น

แนวต้านหมายถึงระดับที่ราคาเจอกับ “เพดาน” ระดับแนวต้านคือบริเวณที่มีอุปทานสูง และเป็นจุดที่ผู้ขายเข้ามาและผลักดันให้ราคาต่ำลง


แนวรับ (สีแดง) ถูกทดสอบและทะลุ เปลี่ยนไปเป็นแนวต้าน


ตอนนี้คุณทราบแล้วว่าแนวรับและแนวต้านคือระดับการเพิ่มอุปสงค์และอุปทานตามลำดับ อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยอื่นๆ อีกมากมายที่เกี่ยวข้องเมื่อพูดถึงแนวรับและแนวต้าน

ตัวบ่งชี้ทางเทคนิค เช่น เส้นแนวโน้ม Moving AverageBollinger BandsIchimoku Clouds และ Fibonacci Retracement ยังสามารถแสดงถึงระดับแนวรับและแนวต้านที่มีโอกาสเป็นไปได้อีกด้วย จริงๆ แล้ว ยังมีการใช้แม้กระทั่งจิตวิทยามนุษย์ นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมนักเทรดและนักลงทุนจึงอาจผสานการใช้แนวรับและแนวต้านแตกต่างกันไปตามกลยุทธ์การซื้อขายส่วนบุคคล

หากคุณต้องการเรียนรู้การวาดแนวรับและแนวต้านบนแผนภูมิ โปรดดูที่อธิบายพื้นฐานของแนวรับและแนวต้าน





บทที่ 5 – ข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับตัวชี้วัดการวิเคราะห์ทางเทคนิค


เนื้อหา


ตัวชี้วัดการวิเคราะห์ทางเทคนิคคืออะไร

ตัวชี้วัดทางเทคนิคคำนวณเมตริกที่เกี่ยวข้องกับตราสารทางการเงิน การคำนวณนี้อยู่บนพื้นฐานของราคา ปริมาณ ข้อมูล On-Chain ความสนใจแบบเปิด เมตริกโซเชียล หรือแม้แต่ตัวชี้วัดอื่นๆ

ดังที่ได้กล่าวไปแล้ว นักวิเคราะห์ทางเทคนิคมีสมมุติฐานที่มีประวัติรูปแบบราคาสามารถระบุการเคลื่อนไหวของราคาในอนาคตได้ ดังนั้น นักเทรดที่ใช้การวิเคราะห์ทางเทคนิคอาจใช้ตัวชี้วัดทางเทคนิคอันหลากหลายเพื่อพยายามหาจุดเข้าและออกบนแผนภูมิ

ตัวชี้วัดทางเทคนิคอาจแบ่งได้หลายวิธี ซึ่งอาจรวมถึงการชี้ไปยังแนวโน้มในอนาคตหรือไม่ (ตัวชี้วัดนำ) ยืนยันรูปแบบที่เป็นอยู่หรือไม่ (ตัวชี้วัดตาม) หรืออธิบายเหตุการณ์ที่เกิดอยู่ในปัจจุบัน (ตัวชี้วัดพ้อง)

การจัดประเภทบางอย่างอาจใช้วิธีที่ตัวชี้วัดเหล่านี้แสดงข้อมูล ในกรณีนี้ ตัวชี้วัดเหล่านี้จึงเป็นตัวชี้วัดซ้อนทับ (Overlay) ที่เป็นข้อมูลซ้อนทับราคา และเป็นออสซิลเลเตอร์ที่ออสซิเลทระหว่างค่าต่ำสุดและสูงสุด 

ยังมีตัวชี้วัดที่พุ่งเป้าไปที่การวัดแง่มุมเฉพาะของตลาด เช่น ตัวชี้วัดโมเมนตัม ดังที่แสดงในชื่อ ตัวชี้วัดเหล่านี้วัดและแสดงโมเมนตัมของตลาด

แล้วตัวชี้วัดการวิเคราะห์ทางเทคนิคไหนที่ดีที่สุด ไม่มีคำตอบง่ายๆ สำหรับคำถามนี้ นักเทรดอาจใช่ตัวชี้วัดหลายประเภท และตัวเลือกก็มักจะขึ้นอยู่กับกลยุทธ์การขายส่วนตัว อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจต้องขึ้นอยู่กับข้อมูลจากการเรียนรู้ก่อน และนี่คือสิ่งที่เราจะเรียนรู้ในบทนี้


ตัวชี้วัดนำ vs ตัวชี้วัดตาม

ดังที่เราได้กล่าวไปแล้ว ตัวชี้วัดที่ต่างกันจะมีลักษณะที่ต่างกันไป และควรนำไปใช้สำหรับจุดประสงค์ที่เฉพาะเจาะจง ตัวชี้วัดนำชี้ไปที่เหตุการณ์ในอนาคต ตัวชี้วัดตามใช้เพื่อยืนยันสิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว แล้วคุณควรจะเลือกใช้เมื่อไหร่

ตัวชี้วัดนำมักมีประโยชน์ในการวิเคราะห์ระยะสั้นและระยะกลาง โดยใช้เมื่อนักวิเคราะห์คาดว่าจะเกิดแนวโน้ม และต้องการหาเครื่องมือทางสถิติเพื่อสนับสนุนสมมุติฐานของตน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อกล่าวถึงเศรษฐศาสตร์ ตัวชี้วัดนำมีประโยชน์อย่างยิ่งในการคาดการณ์ช่วงภาวะเศรษฐกิจถดถอย 

เมื่อพูดถึงการซื้อขายและการวิเคราะห์ทางเทคนิค ยังสามารถใช้ประโยชน์จากลักษณะการคาดการณ์ของตัวชี้วัดนำได้อีกด้วย อย่างไรก็ตาม ไม่มีตัวชี้วัดพิเศษที่สามารถคาดการณ์อนาคตได้ ดังนั้น ควรใช้ดุลยพินิจในการพิจารณาการคาดการณ์เหล่านี้

ตัวชี้วัดตามใช้เพื่อยืนยันเหตุการณ์และแนวโน้มที่เกิดขึ้นแล้ว หรือกำลังเกิดขึ้น อาจดูเหมือนเป็นสิ่งไม่จำเป็น แต่ก็อาจมีประโยชน์ ตัวชี้วัดตามสามารถแสดงบางแง่มุมของตลาดให้เด่นชัดที่อาจซ่อนอยู่ ดังนั้น ตัวชี้วัดตามจึงมักจะใช้กับการวิเคราะห์แผนภูมิระยะยาว

ต้องการเรียนรู้เพิ่มเติมใช่ไหม ลองดูที่บทความอธิบายตัวชี้วัดนำและตัวชี้วัดตาม


ตัวชี้วัดโมเมนตัมคืออะไร

ตัวชี้วัดโมเมนตัมมีจุดประสงค์เพื่อวัดและแสดงโมเมนตัมของตลาด โมเมนตัมของตลาดคือการวัดความเร็วของการเปลี่ยนแปลงราคา ตัวชี้วัดโมเมนตัมมีจุดประสงค์เพื่อวัดอัตราที่ราคาเพิ่มขึ้นหรือลดลง ดังนั้น นัดเทรดจึงมักใช้ในการวิเคราะห์ระยะสั้นเพื่อมองหากำไรจากการผันผวนที่รุนแรง

เป้าหมายของนักเทรดโมเมนตัมก็คือการเข้าสู่การเทรดเมื่อโมเมนตัมสูง และออกเพื่อโมเมนตัมเริ่มลดลง ปกติแล้ว หากความผันผวนต่ำ ราคามักจะอยู่ในช่วงแคบๆ เมื่อมีความกดดันเพิ่ม ราคามักจะเปลี่ยนแปลงอย่างมาก จนกระทั่งออกจากช่วงราคานั้นในที่สุด จุดนี้คือสถานการณ์ที่นักเทรดโมเมนตัมจะใช้ประโยชน์

เมื่อการเคลื่อนไหวสิ้นสุดลง และนักเทรดได้ออกจากการซื้อขายแล้ว พวกเขาก็จะดำเนินการต่อไปยังสินทรัพย์ต่อไปที่มีโมเมนตัมสูงและพยายามดำเนินการตามแผนเดิม ดังนั้น นักเทรดรายวัน, Scalper และนักเทรดระยะสั้นจึงนิยมใช้ตัวชี้วัดโมเมนตัมเพื่อหาโอกาสซื้อขายที่รวดเร็ว 


ปริมาณการซื้อขายคืออะไร

อาจพิจารณาได้ว่าปริมาณการซื้อขายเป็นตัวชี้วัดที่สำคัญ ปริมาณการซื้อขายแสดงหน่วยสินทรัพย์ที่ได้รับการเทรดในช่วงเวลาหนึ่งๆ เท่ากับแสดงว่าสินทรัพย์มีการเปลี่ยนมือมากน้อยเพียงใดระหว่างช่วงเวลาที่วัด

บางคนพิจารณาว่าปริมาณการซื้อขายเป็นตัวชี้วัดทางเทคนิคที่สำคัญที่สุดที่มีอยู่ “ปริมาณมาก่อนราคา” เป็นคำพูดที่รู้จักกันดีในวงการการเทรด โดยคำพูดนี้แสดงให้เห็นว่าปริมาณการซื้อขายที่มากอาจเป็นตัวชี้วัดนำก่อนที่จะเกิดการเคลื่อนไหวของราคา (ไม่ว่าจะไปในทิศทางใด)

การใช้ปริมาณในการซื้อขายจะทำให้นักเทรดสามารถวัดความแข็งแกร่งของแนวโน้มที่ซ่อนอยู่ได้ หากความผันผวนสูงมาพร้อมกับปริมาณการซื้อขายที่มาก กรณีนี้อาจพิจารณาได้ว่าเป็นการยืนยันความถูกต้องของการเคลื่อนไหว ทั้งนี้เนื่องจากกิจกรรมการซื้อขายสูงควรมีค่าเท่ากับปริมาณสูงเพราะนักเทรดและนักลงทุนจะแอคทีฟในช่วงราคาหนึ่ง อย่างไรก็ตาม หากความผันผวนไม่มาพร้อมปริมาณสูง อาจถือได้ว่าแนวโน้มที่ซ่อนอยู่อ่อนแอ

ระดับราคาที่มีประวัติปริมาณสูงยังอาจให้จุดที่ควรเข้าและออกสำหรับนักเทรดได้ เนื่องจากประวัติแนวโน้มมักจะเกิดซ้ำ ระดับเหล่านี้อาจสื่อถึงจุดที่กิจกรรมการซื้อขายน่าจะเพิ่มสูงขึ้น ถ้าจะให้ดีแล้ว แนวรับและแนวต้านควรมาพร้อมการเพิ่มขึ้นของปริมาณด้วยเพื่อยืนยันความแข็งแกร่งของระดับ


Relative Strength Index (RSI) คืออะไร

Relative Strength Index (RSI) คือ ตัวชี้วัดที่แสดงว่าสินทรัพย์ถูกซื้อมากเกินไปหรือขายมากเกินไปหรือไม่ ดัชนีนี้เป็นออสซิลเลเตอร์โมเมนตัมที่แสดงอัตราที่เกิดการเปลี่ยนแปลงราคา โมเมนตัมนี้มีค่าระหว่าง 0 และ 100 โดยข้อมูลมักจะแสดงบนแผนภูมิเส้น


ดัชนี RSI นำไปใช้กับแผนภูมิของ Bitcoin


ไอเดียที่อยู่เบื้องหลังการวัดโมเมนตัมตลาดคืออะไร คำตอบคือ หากโมเมนตัมเพิ่มขณะที่ราคาเพิ่มสูงขึ้น อาจพิจารณาได้ว่าแนวโน้มขาขึ้นมีความแข็งแกร่ง ในทางตรงข้าม หากโมเมนตัมลดลงในแนวโน้มขาขึ้น อาจพิจารณาได้ว่าแนวโน้มขาขึ้นนี้อ่อนแอ ในกรณีนี้ อาจมีการกลับด้านของแนวโน้มในเร็วๆ นี้

ลองมาดูว่าการตีความ RSI แบบดั้งเดิมทำงานอย่างไร เมื่อค่า RSI ต่ำกว่า 30 อาจพิจารณาได้ว่าสินทรัพย์ถูกขายมากเกินไป ในทางตรงข้าม อาจพิจารณาได้ว่าสินทรัพย์ถูกซื้อมากเกินไปเมื่อค่ามากกว่า 70

อย่างไรก็ตาม ควรใช้ RSI ด้วยความระมัด RSI อาจมีค่าสูงหรือต่ำมากๆ ได้ระหว่างสภาพตลาดที่รุนแรง – และแม้ในกรณีดังกล่าว แนวโน้มของตลาดก็อาจดำเนินไปต่อเนื่องได้ในระยะหนึ่ง

RSI เป็นหนึ่งในตัวชี้วัดทางเทคนิคที่เข้าใจได้ง่ายที่สุด ซึ่งทำให้เหมาะอย่างมากกับนักเทรดมือใหม่ หากคุณต้องการอ่านเพิ่มเติม ดูที่บทความตัวชี้วัด RSI คืออะไร


Moving Average (MA) คืออะไร

Moving Average ทำให้กิจกรรมด้านราคาดูง่ายขึ้นเพื่อสังเกตแนวโน้มในตลาด Spot ได้ง่ายขึ้น เนื่องจาก Moving Average มีพื้นฐานมากจากข้อมูลราคา จึงทำให้ Ma ขาดคุณสมบัติในการคาดการณ์ ดังนั้น Moving Average ถือเป็นตัวชี้วัดตาม

Moving Average มีหลายประเภท – สองประเภทที่พบบ่อย ได้แก่ Simple Moving Average (SMA or MA) และ Exponential Moving Average (EMA) ทั้งสองประเภทนี้ต่างกันอย่างไร 

Simple Moving Average คำนวณโดยใช้ข้อมูลราคาจากช่วงเวลา n ที่ผ่านมาและสร้างค่าเฉลี่ย ตัวอย่างเช่น SMA 10 วัน นำค่าเฉลี่ยราคาในช่วง 10 วันที่ผ่านมา และพล็อตเป็นกราฟ


Moving Average 200 สัปดาห์บนพื้นฐานของราคา Bitcoin


Exponential Moving Average ซับซ้อนกว่าเล็กน้อย เนื่องจากใช้สูตรคำนวณที่ต่างออกไปซึ่งเน้นไปที่ข้อมูลราคาที่ใหม่กว่า ดังนั้น EMA จึงตอบสนองต่อเหตุการณ์เกี่ยวกับราคาล่าสุดได้เร็วกว่า ขณะที่ SMA อาจใช้เวลากว่าที่จะตามทัน

ดังที่กล่าวไว้ Moving Average คือตัวชี้วัดตาม ยิ่งพล็อตระยะเวลานานก็ยิ่งตามหลังมากขึ้น ดังนั้น SMA 200 วันจะตอบสนองต่อการเคลื่อนไหวของราคาล่าสุดช้ากว่า SMA 100 วัน

Moving Average สามารถช่วยคุณระบุแนวโน้มตลาดได้อย่างง่ายดาย หากคุณต้องการอ่านเพิ่มเติม ดูที่บทความอธิบาย Moving Average


Moving Average Convergence Divergence (MACD) คืออะไร

MACD คือออสซิลเลเตอร์ที่ใช้ค่า Moving Average 2 ค่าเพื่อแสดงโมเมนตัมของตลาด โดยถือเป็นตัวชี้วัดตามเนื่องจากติดตามการเคลื่อนไหวของราคาที่เกิดขึ้นไปแล้ว

MACD ประกอบไปด้วยสองเส้น – เส้น MACD และเส้นสัญญาณ เส้น MACD คำนวณโดยการลบ 26 EMA ออกจาก 12 EMA จากนั้นจะพล็อตบนเส้นสัญญาณ 9 EMA ของเส้น MACD – เส้นสัญญาณ นอกจากนี้ เครื่องมือสร้างแผนภูมิจำนวนมากมักจะรวมฮิสโตแกรมที่แสดงระยะระหว่างเส้น MACD และเส้นสัญญาณไว้ด้วย


ตัวชี้วัด MACD นำไปใช้กับแผนภูมิของ Bitcoin


นักเทรดอาจใช้ MACD เพื่อสังเกตความสัมพันธ์ระหว่างเส้น MACD และเส้นสัญญาณ การตัดกันระหว่างทั้งสองจุดมักเป็นเหตุการณ์ที่น่าสนใจสำหรับ MACD หากเส้น MACD ตัดผ่านด้านบนของเส้นสัญญาณ อาจตีความได้ว่าเป็นสัญญาณขาขึ้น ในทางกลับกัน หากเส้น MACD ตัดผ่านด้านล่างเส้นสัญญาณ อาจตีความได้ว่าเป็นสัญญาณขาลง

MACD เป็นหนึ่งในตัวชี้วัดทางเทคนิคที่ได้รับความนิยมมากที่สุดเพื่อใช้วัดโมเมนตัมของตลาด หากคุณต้องการอ่านเพิ่มเติม ดูที่บทความอธิบายตัวชี้วัด MACD



ต้องการเริ่มต้นซื้อขายคริปโทเคอร์เรนซีใช่ไหม? ซื้อ Bitcoin บน Binance!



เครื่องมือ Fibonacci Retracement คืออะไร

เครื่องมือ Fibonacci Retracement (หรือ Fib Retracement) คือตัวชี้วัดที่ได้รับความนิยมซึ่งอยู่บนพื้นฐานของกลุ่มตัวเลขที่เรียกว่าลำดับ Fibonacci ตัวเลขเหล่านี้ถูดระบุในศตวรรษที่ 13 โดยนักคณิตศาสตร์ชาวอิตาลีชื่อ Leonardo Fibonacci 

ตัวเลข Fibonacci เป็นส่วนหนึ่งของตัวชี้วัดการวิเคราะห์ทางเทคนิดมากมาย และ Fib Retracement ก็เป็นหนึ่งในเครื่องมือที่ได้รับความนิยมสูงสุด โดยเป็นการใช้อัตราส่วนที่ได้มาจากตัวเลข Fibonacci ในรูปเปอร์เซ็นต์ เปอร์เซ็นต์เหล่านี้ถูกนำไปพล็อตในกราฟ นักเทรดสามารถใช้เพื่อหาระดับแนวรับและแนวต้านที่เป็นไปได้  

อัตราส่วน Fibonacci เหล่านี้ได้แก่

  • 0%
  • 23.6%
  • 38.2%
  • 61.8%
  • 78.6%
  • 100%

แม้ว่าตามหลักแล้ว 50% จะไม่ใช่อัตราส่วน Fibonacci นักเทรดหลายคนก็พิจารณาเมื่อใช้เครื่องมือนี้ นอกจากนี้ อัตราส่วน Fibonacci นอกช่วง 0-100% ก็ยังอาจถูกใช้ อัตราส่วนที่พบได้บ่อยคือ161.8%, 261.8% และ 423.6%


ระดับ Fibonacci บนแผนภูมิของ Bitcoin


แล้วนักเทรดจะใช้ระดับ Fibonacci Retracement ได้อย่างไร แนวคิดหลักในการพล็อตอัตราส่วนเปอร์เซ็นต์บนแผนภูมิก็คือการหาพื้นที่ที่น่าสนใจ ปกติแล้ว นักเทรดจะเลือกจุดราคาที่สำหรับสองจุดบนแผนภูมิ และปักหมุดค่า 0 และ 100 ของเครื่องมือ Fib Retracement ไปยังจุดเหล่านั้น ช่วงระยะระหว่างจุดเหล่านี้อาจแสดงถึงจุดเข้าและออก และช่วยระบุจุดวาง Stop-Loss ได้

เครื่องมือ Fibonacci Retracement เป็นตัวชี้วัดที่มีประโยชน์หลากหลายและใช้ได้ในหลายกลยุทธ์การซื้อขาย หากคุณต้องการอ่านเพิ่มเติม ดูที่บทความคำแนะนำในการใช้ Fibonacci Retracement


Stochastic RSI (StochRSI) คืออะไร

Stochastic RSI หรือ StochRSI คืออนุพันธ์ของ RSI เช่นเดียวกับ RSI เป้าหมายหลักคือการระบุว่าสินทรัพย์ถูกซื้อมากเกินหรือถูกขายมากเกินไปหรือไม่ อย่างไรก็ตาม ในทางตรงข้ามกับ RSI ดัชนี StochRSI ไม่ได้สร้างจากข้อมูลราคา แต่เป็นค่า RSI ในเครื่องมือแผนภูมิส่วนใหญ่ ค่าของ StochRSI จะอยู่ในช่วงระหว่าง 0 และ 1 (หรือ 0 และ 100)

StochRSI มักจะมีประโยชน์มากที่สุดเมื่อมีค่าใกล้กับค่าสูงสุดหรือต่ำสุดของช่วง อย่างไรก็ตาม เนื่องจากความเร็วและความไวที่สูงกว่า StochRSI สามารถสร้างสัญญาณการซื้อขายจำนวนมากซึ่งอาจเป็นเรื่องยุ่งยากในการตีความ

การตีความแบบดั้งเดิมของ StochRSI นั้นคล้ายๆ กับ RSI เมื่อมีค่าสูงกว่า 0.8 จะถือว่าสินทรัพย์นั้นมีการซื้อมากเกิน เมื่อค่าต่ำกว่า 0.2 ถือว่าขายมากเกิน อย่างไรก็ตาม ไม่ควรมองว่าเป็นสัญญาณตรงในการเข้าหรือออกจากเทรด แม้ว่าข้อมูลนี้บอกอะไรได้หลายอย่าง อาจมีสิ่งที่ไม่สามารถบอกได้อยู่เช่นกัน นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมเครื่องมือการวิเคราะห์ทางเทคนิคจึงเหมาะจะใช้ร่วมกับเทคนิคการวิเคราะห์ตลาดอื่นๆ

ต้องการเรียนรู้เพิ่มเติมใช่ไหม ลองดูที่บทความอธิบาย Stochastic RSI


Bollinger Bands (BB) คืออะไร

Bollinger Bands ตั้งชื่อตาม John Bollinger โดยใช้วัดความผันผวนของตลาด และมักใช้เพื่อสังเกตสภาวะที่มีการซื้อหรือขายมากเกินไป ตัวชี้วัดนี้ประกอบด้วยสามเส้นหรือ “แถบ” – SMA (แถบกลาง), แถบบน และแถบล่าง จะมีการวางแถวเหล่านี้บนแผนภูมิ พร้อมกับการเคลื่อนไหวของราคา แนวคิดคือเมื่อความผันผวนเพิ่มขึ้นหรือลดลง ระยะระหว่างแถบเหล่านี้จะเปลี่ยนแปลง ขยายหรือลดขนาดลง


Bollinger Bands บนแผนภูมิของ Bitcoin


ลองมาดูการตีความโดยทั่วไปของ Bollinger Bands ยิ่งราคาอยู่ใกล้แถบบนมาก สินทรัพย์ก็ยิ่งอยู่ใกล้สภาวะถูกซื้อมากเกินไป คล้ายๆ กันนี้ ยิ่งราคาอยู่ใกล้แถบล่าง สินทรัพย์ก็ยิ่งอยู่ใกล้สภาวะถูกขายมากเกินไปเท่านั้น

สิ่งหนึ่งมีต้องทราบคือราคามักจะอยู่ในช่วงระหว่างแถบ แต่อาจมีการอยู่บนหรือล่างแถบได้ในบางโอกาส กรณีนี้ไม่ถือเป็นสัญญาณให้ซื้อหรือขายแต่อย่างใด เพียงแต่บอกเราว่าตลาดมีการเคลื่อนไหวจากแถบกลาง SMA ใกล้สภาวะรุนแรง

นักเทรดยังอาจใช้ Bollinger Bands เพื่อพยายามคาดการณ์การบีบตัวของตลาด หรือที่เรียกว่า Bollinger Bands Squeeze กรณีนี้หมายถึงช่วงเวลาที่มีความผันผวนต่ำเมื่อแถบเข้ามาใกล้กันมากๆ และ “บีบ” ราคาให้เข้ามาอยู่ในช่วงแคบๆ เมื่อ “ความกดดัน” เพิ่มสูงขึ้นในช่วงแคบๆ ตลาดก็จะหลุดออกจากจุดนั้น นำไปสู่การเพิ่มความผันผวน เนื่องจากตลาดสามารถขึ้นหรือลงได้ กลยุทธ์การบีบจึงถือเป็นกลาง (ไม่ใช่ขาลงหรือขาขึ้น) ทำให้เหมาะที่จะพิจารณาใช้ร่วมกับเครื่องมือการซื้อขายอื่นๆ เช่น แนวรับและแนวต้าน

หากคุณต้องการอ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Bollinger Bands ดูได้ที่บทความอธิบาย Bollinger Bands


Volume-Weighted Average Price (VWAP) คืออะไร

ดังที่กล่าวไปแล้วก่อนหน้านี้ นักเทรดหลายคนพิจารณาปริมาณการซื้อขายว่าเป็นตัวชี้วัดที่มีความสำคัญสูงสุด แล้วมีตัวชี้วัดใดบ้างที่อยู่บนพื้นฐานของปริมาณ

Volume-Weighted Average Price หรือ VWAP ผสานพลังของปริมาณเข้ากับการเคลื่อนไหวของราคา ในทางปฏิบัติ ค่าเฉลี่ยของสินทรัพย์สำหรับช่วงเวลาหนึ่งๆ ถูก Weighted โดยปริมาณ ทำให้มีประโยชน์มากกว่าแค่การคำนวณค่าเฉลี่ยราคา เนื่องจากยังคำนึงถึงระดับราคาที่มีปริมาณการซื้อขายมากที่สุดอีกด้วย

นักเทรดมักใช้ VWAP เป็นตัววัดสำหรับสภาพของตลาด เมื่อตลาดอยู่เหนือเส้น VWAP อาจกล่าวได้ว่าเป็นขาขึ้น ขณะเดียวกัน หากตลาดอยู่ต่ำกว่าเส้น VWAP อาจถือว่าเป็นขาลง คุณอาจสังเกตได้ว่ามีการตีความคล้ายกับ Moving Average อาจเปรียบเทียบ VWAP กับ Moving Average ได้ อย่างน้อยก็ในแง่ของการใช้งาน ดังที่เห็นแล้ว ข้อแตกต่างที่สำคัญก็คือ VWAP พิจารณาปริมาณการซื้อขายร่วมด้วย

นอกจากนี้ VWAP ยังสามารถใช้ระบุบริเวณที่มีสภาพคล่องสูงกว่าได้อีกด้วย นักเทรดหลายคนใช้การที่ราคาสูงหรือต่ำกว่าเส้น VWAP เป็นสัญญาณการเทรด อย่างไรก็ตาม พวกเขามักจะใช้เมทริกอื่นๆ ในกลยุทธ์ด้วยเพื่อลดความเสี่ยง

หากคุณต้องการเรียนรู้วิธีใช้ VWAP โปรดดูที่บทความอธิบาย Volume-Weighted Average Price (VWAP)


Parabolic SAR คืออะไร

Parabolic SAR ใช้เพื่อระบุทิศทางของแนวโน้มและโอกาสในการกลับทิศทาง “SAR” ย่อมาจาก Stop and Reverse ซึ่งหมายถึงจุดที่ Long Position ควรปิดและ Short Position ควรเปิด หรือในทางตรงกันข้าม

Parabolic SAR แสดงเป็นชุดของจุดบนแผนภูมิ ทั้งอยู่เหนือและด้านล่างของราคา โดยทั่วไปแล้ว หากจุดอยู่ด้านล่างของราคา หมายความว่าราคาอยู่ในช่วงขาขึ้น ในทางกลับกัน หากจุดอยู่เหนือราคา หมายความว่าราคาอยู่ในช่วงขาลง การกลับทิศทางเกิดขึ้นเมื่อจุดกลับ “ไปอีกด้าน” ของราคา


Parabolic SAR บนแผนภูมิของ Bitcoin


Parabolic SAR สามารถให้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับทิศทางของแนวโน้มตลาดได้ มีประโยชน์ในการระบุจุดที่เกิดการเปลี่ยนทิศทางของแนวโน้ม นักเทรดบางคนอาจใช้ตัวชี้วัด Parabolic SAR เป็นพื้นฐานของ Trailing Stop-Loss ประเภทคำสั่งพิเศษนี้เคลื่อนไปตามตลาดและทำให้นักลงทุนสามารถปกป้องกำไรได้เมื่อมีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างชัดเจน

Parabolic SAR ทำงานได้ดีที่สุดในระหว่างแนวโน้มตลาดที่ชัดเจน ระหว่างช่วง Consolidation อาจมีสัญญาณเท็จของการกลับทิศทางได้ หากคุณต้องการเรียนรู้การใช้ตัวชี้วัด Parabolic SAR โปรดดูที่บทความคำแนะนำฉบับย่อเกี่ยวกับดัชนี Parabolic SAR


Ichimoku Cloud คืออะไร

Ichimoku Cloud คือตัวชี้วัด TA ที่ผสมผสานตัวชี้วัดหลายๆ ตัวในแผนภูมิเดียว จากตัวชี้วันที่เราได้กล่าวมา Ichimoku ถือเป็นหนึ่งในตัวชี้วัดที่มีความซับซ้อนที่สุด เมื่อดูทีแรก อาจดูเหมือนเข้าใจได้ยากจากสูตรและกลไกการทำงาน แต่ในทางปฏิบัติ Ichimoku Cloud ใช้งานได้ไม่ยาก และนักเทรดหลายคนก็ใช้ตัวชี้วัดนี้เนื่องจากให้สัญญาณที่โดดเด่นและชัดเจน 

ดังที่กล่าวไปแล้ว Ichimoku Cloud ไม่ใช่แค่ตัวชี้วัด แต่เป็นการรวบรวมตัวชี้วัดที่ให้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับโมเมนตัมของตลาด แนวรับและแนวต้าน รวมทั้งทิศทางของแนวโน้ม ซึ่งทำได้โดยการคำนวณค่าเฉลี่ยห้าตัวและพล็อตลงแผนภูมิ นอกจากนี้ยังสร้าง “Cloud หรือเมฆ” จากค่าเฉลี่ยเหล่านี้ที่อาจพยากรณ์บริเวณแนวรับและแนวต้านที่อาจเป็นไปได้

แม้ว่าค่าเฉลี่ยจะมีบทบาทสำคัญ ตัวเมฆเองก็เป็นตัวชี้วัดที่สำคัญเช่นกัน โดยทั่วไปแล้ว หากราคาที่อยู่เหนือเมฆ อาจถือได้ว่าแนวโน้มตลาดอยู่ในขาขึ้น ในทางตรงข้าม หากราคาอยู่ต่ำกว่าเมฆ อาจถือได้ว่าอยู่ในขาลง


Ichimoku Cloud บนแผนภูมิของ Bitcoin ทำหน้าที่หนุนราคา จากนั้นเปลี่ยนเป็นแนวต้าน


Ichimoku Cloud อาจทำให้สัญญาณอื่นๆ ชัดเจนขึ้นด้วย

ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะใช้ Ichimoku Cloud อย่างเชี่ยวชาญ แต่หากคุณเข้าใจว่าทำงานอย่างไร คุณก็สามารถรับผลที่ยอดเยี่ยมได้ ดูที่บทความอธิบาย Ichimoku Cloud เพื่อเรียนรู้เพิ่มเติม





บทที่ 6 – คำแนะนำเกี่ยวกับการซื้อขายคริปโทเคอร์เรนซี


เนื้อหา


จะเริ่มเทรดคริปโทเคอร์เรนซีได้อย่างไร

หากคุณตัดสินใจว่าจะเริ่มเทรด มีบางสิ่งที่คุณควรพิจารณา

อย่างแรก แน่นอนว่าคุณต้องมีทุนเพื่อซื้อขาย หากคุณไม่มีเงินเก็บและเริ่มเทรดด้วยเงินที่คุณไม่สามารถเสียได้ กรณีนี้อาจส่งผลเสียอย่างมากต่อชีวิตของคุณ การเทรดไม่ใช่เรื่องง่าย – นักเทรดมือใหม่ส่วนมากเสียเงิน คุณต้องคิดว่าเงินที่ใช้เทรดอาจเสียไปได้อย่างรวดเร็ว และคุณอาจไม่สามารถทำเงินกลับคืนได้ นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมจึงมีการแนะนำให้เริ่มจากจำนวนน้อยๆ เพื่อทดลองก่อน

อีกอย่างที่คุณต้องคำนึงถึงก็คือกลยุทธ์การซื้อขายโดยรวมของคุณ คุณมีทางเลือกมากมายในตลาดการเงิน คุณสามารถเลือกจากหลายกลยุทธ์เพื่อไปถึงเป้าหมาย ขึ้นอยู่กับเวลาและความพยายามที่คุณอยากใช้

ท้ายที่สุดคือ นักเทรดหลายคนทำได้ดีเมื่อการเทรดไม่ใช่แหล่งที่มาหลักของรายได้ กรณีนี้ทำให้สามารถปรับอารมณ์ได้ง่ายกว่าเพราะไม่ใช่สิ่งที่จำเป็นสำหรับการดำเนินชีวิตในแต่ละวัน การคุมอารมณ์เป็นหัวใจสำคัญของการเป็นนักเทรดที่ประสบความสำเร็จ และการคุมอารมณ์จะเป็นเรื่องยากหากเป็นรายได้หลักของคุณ เมื่อคุณเพิ่งเริ่มต้น ให้คิดว่าการเทรดและการลงทุนเป็นรายได้รอง และจำได้ว่าให้เริ่มด้วยจำนวนน้อยๆ ก่อนเพื่อการเรียนรู้และฝึกฝน นอกจากนี้ การหารายได้แบบพาสซีฟจากคริปโทเคอร์เรนซี<0>ยังอาจเป็นสิ่งที่น่าสนใจ

 

หากคุณต้องการเรียนรู้ข้อผิดพลาดง่ายๆ ในการเทรดและการวิเคราะห์ทางเทคนิคที่ควรหลีกเลี่ยง ลองอ่านบทความข้อผิดพลาดที่พบบ่อย 7 ข้อในการวิเคราะห์ทางเทคนิค (TA)


วิธีเทรดคริปโทเคอร์เรนซีที่ Binance

เมื่อคุณตัดสินใจจะซื้อขายคริปโทเคอร์เรนซี คุณต้องทำอย่างไรบ้าง

ก่อนอื่น คุณต้องเปลี่ยน สกุลเงิน Fiat ของคุณให้เป็นคริปโทเคอร์เรนซี วิธีที่ง่ายที่สุดคือการไปที่หน้าซื้อคริปโตของ Binance ซึ่งคุณจะมีตัวเลือกมากมาย คุณสามารถซื้อคริปโตด้วยบัตรเดบิตหรือบัตรเครดิต ใช้บัญชีธนาคารบน P2P exchange หรือผ่านโซลูชั่นของบุคคลที่สาม เช่น Simplex, Paxful หรือ Koinax เมื่อคุณดำเนินการเสร็จแล้ว คุณก็จะเป็นส่วนหนึ่งของระบบการเงินใหม่!

ตอนนี้เมื่อมีคริปโทเคอร์เรนซีแล้ว คุณก็มีตัวเลือกมากมาย ก่อนอื่นเลย คุณสามารถไปที่ตลาดแลกเปลี่ยน Spot ของ Binance เพื่อเทรดเหรียญต่างๆ ได้ หากคุณมีประสบการณ์เทรดมาแล้ว คุณอาจลองดูแพลตฟอร์มการซื้อขายมาร์จิ้นของ Binance หรือ Binance Futures ยังมีโอกาสสร้างรายได้แบบพาสซีฟให้เลือก ซึ่งอาจรวมถึง Staking ปล่อยกู้สินทรัพย์ของคุณใน Binance Savings เข้าร่วม Binance Mining Pool และอื่นๆ อีกมากมาย

กรณีข้างต้นมีสิ่งที่เรียกว่า ตลาดแลกเปลี่ยนส่วนกลาง เช่น Binance เข้ามาเกี่ยวข้อง ตลาดแลกเปลี่ยนเหล่านี้คือที่ที่คุณสามารถฝากคริปโตของคุณและดำเนินกิจกรรมทางการเงินต่างๆ ได้ในระบบภายในของตลาดแลกเปลี่ยน อย่างไรก็ตาม ด้วยเทคโนโลยี Blockchain ยังมีตัวเลือกที่เรียกว่า Decentralized Exchanges (DEX) อีกด้วย ในสถานที่เหล่านี้ ทุนของคุณจะไม่ออกจากกระเป๋าคริปโทเคอร์เรนซีของคุณเลย ดังนั้น คุณจะมีอำนาจควบคุมคริปโตของคุณตลอดเวลา คุณสามารถเชื่อมต่อกระเป๋าฮาร์ดแวร์ของคุณและซื้อขายโดยตรงได้

ตลาดแลกเปลี่ยนแบบศูนย์กลางมีอิทธิพลมากในวงการคริปโทเคอร์เรนซี แต่นักเทรดและผู้สนใจใน Blockchain หลายคนเชื่อว่าปริมาณการซื้อขายคริปโทเคอร์เรนซีจำนวนมากจะเกิดขึ้นใน DEX ในอนาคต ไปที่ Binance DEX เพื่อลองสัมผัสประสบการณ์การเทรดด้วยตัวคุณเอง!


บันทึกการเทรดคืออะไร และฉันควรใช้มันหรือไม่

บันทึกการเทรดคือการบันทึกกิจกรรมการซื้อขายของคุณ คุณควรเก็บบันทึกนี้หรือไม่ ควรจะ! คุณอาจใช้สเปรดชีต Excel ง่ายๆ หรือสมัครใช้งานบริการเฉพาะ

โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับการเทรดแบบแอคทีฟ นักเทรดบางคนถือว่าการเก็บบันทึกการเทรดมีความสำคัญอย่างยิ่งเพื่อให้สร้างกำไรต่อเนื่อง ทั้งนี้เนื่องจากหากไม่บันทึกกิจกรรมการเทรดของคุณแล้ว คุณจะหาจุดแข็งและจุดอ่อนได้อย่างไร หากไม่มีบันทึกการเทรด คุณก็จะไม่ทราบว่าผลการดำเนินการของคุณที่ชัดเจนเป็นอย่างไร

โปรดทราบว่าความลำเอียงหรืออคติมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการตัดสินใจซื้อขาย และบันทึกการเทรดสามารถช่วยลดความลำเอียงไปได้บ้างเพราะคุณไม่สามารถเถียงข้อมูลได้! ผลงานการเทรดวัดกันที่ตัวเลข และหากคุณทำผลงานได้ไม่ดีมันก็จะแสดงออกมา การเก็บบันทึกการเทรดโดยละเอียดอาจทำให้คุณสามารถตรวจสอบได้ว่ากลยุทธ์ในทำผลงานได้ดี


ควรคำนวณขนาดสัญญาซื้อขาย (Position) ในการเทรดอย่างไร

หนึ่งในแง่มุมที่สำคัญที่สุดของการเทรดคือการบริหารความเสี่ยง โดยนักเทรดบางรายอ้างว่าเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดด้วยซ้ำไป นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมการคำนวณ Position ของคุณด้วยสูตรมาตรฐานจึงมีความสำคัญมาก ต่อไปนี้คือตัวอย่างของการคำนวณ 

ก่อนอื่น คุณต้องตัดสินใจว่าต้องการนำเงินในบัญชีจำนวนมากแค่ไหนเข้าไปเสี่ยงในการซื้อขายแต่ละครั้ง ลองใช้ตัวอย่าง 1% สิ่งนี้หมายความว่าคุณต้องเข้า Position ด้วยเงิน 1% ของบัญชีของคุณหรือไหม คำตอบคือไม่ มันหมายความว่าเมื่อถึง Stop-Loss ของคุณ คุณจะไม่เสียมากกว่า 1% ของบัญชีของคุณ

อาจดูเหมือนน้อย แต่ก็เป็นการทำให้แน่ใจว่าการเทรดที่ไม่ซึ่งยากที่จะหลีกเลี่ยงจะไม่ส่งผลเสียต่อบัญชีของคุณทั้งหมด ดังนั้น เมื่อคุณนิยามประเด็นนี้ได้แล้ว คุณต้องระบุว่า Stop-Loss ของคุณจะอยู่ที่จุดไหน คุณจะดำเนินการนี้สำหรับการเทรดแต่ละครั้ง บนพื้นฐานของแนวคิดการซื้อขายที่เฉพาะ ลองคิดว่าคุณวาง Stop-Loss ไว้ 5% จากจุดที่คุณเข้าสู่การซื้อขาย นี่หมายควาว่าเมื่อถึง Stop-Loss คุณจะออก 5% จากจุดที่เข้า คุณควรเสีย 1% ของบัญชีพอดี

ลองสมมุติว่าขนาดบัญชีของเราคือ 1000 USDT เราเสี่ยง 1% ในแต่ละเทรด Stop-Loss ของเราคือ 5% จากจุดเข้า แล้วเราควรใช้ขนาด Position เท่าไหร่ 

1000*0.01/0.05 = 200

หากเราต้องการเสียแค่ 10 USDT ซึ่งคิดเป็น 1% ของบัญชี เราควรเข้าสู่ Position ที่ 200 USDT

กระบวนการนี้อาจดูยาวสักหน่อยในตอนแรก แต่ก็มีความสำคัญเพื่อบริหารความเสี่ยงให้เหมาะสม ข่าวดีคือเรามีบทความเกี่ยวกับวิธีคำนวณขนาดสัญญาในการซื้อขายให้คุณได้ศึกษา


ควรใช้ซอฟท์แวร์การเทรดออนไลน์ไหน

การวิเคราะห์แผนภูมิคือหัวใจสำคัญของเครื่องมือการเทรดสำหรับนักวิเคราะห์ทางเทคนิคทุกราย แต่ที่ไหนจะดีที่สุด Binance มีแผนภูมิ TradingView แบบผสมผสานเพื่อให้คุณสามารถทำการวิเคราะห์ได้โดยตรงบนแพลตฟอร์ม – ทั้งอินเทอร์เฟสบนเว็บและแอปมือถือ คุณยังสามารถสร้างบัญชี TradingView และดูตลาด Binance ทั้งหมดผ่านแพลตฟอร์มได้

มีผู้ให้บริการซอฟท์แวร์ออนไลน์อื่นๆ อีกมากมายในตลาด แต่ละรายมีประโยชน์ต่างกันออกไป แต่โดยปกติแล้ว คุณต้องจ่ายค่าธรรมเนียมสมัครสมาชิกรายเดือน บางรายโฟกัสไปที่การเทรดคริปโต เช่น Coinigy, TradingLite, Exocharts และ Tensorcharts


ควรเข้าร่วมกลุ่มการเทรดที่ต้องจ่ายเงินหรือไม่

คำตอบคือไม่น่าจะ ข้อมูลฟรีๆ ที่ยอดเยี่ยมเกี่ยวกับการเทรดมีอยู่มากมาย ทำไมไม่เลือกแหล่งข้อมูลเหล่านี้แทน การฝึกซื้อขายยังมีประโยชน์ คุณสามารถเรียนรู้จากข้อผิดพลาดและดูว่าสิ่งใดเหมาะกับคุณและสไตล์การเทรดของคุณมากที่สุด

การเข้ากลุ่มที่ต้องจ่ายเงินอาจเป็นเครื่องมือการเรียนรู้ที่เกิดประโยชน์ได้ แต่โปรดระวังสแกมและการโฆษณาเท็จ เพราะเป็นเรื่องง่ายที่จะทำผลการซื้อขายที่เป็นเท็จเพื่อเพิ่มผู้ติดตามสำหรับบริการที่ต้องจ่ายเงิน

ทั้งนี้ ควรพิจารณาว่าทำไมนักเทรดที่ประสบความสำเร็จถึงต้องการตั้งกลุ่มที่ต้องจ่ายเงินเพื่อเข้าร่วม แน่นอนว่าอาจเป็นเรื่องของ รายได้รอง แต่ทำไมต้องมีค่าธรรมเนียมสูงหากพวกเขามีรายได้ดีอยู่แล้ว

อย่างไรก็ตาม ยังมีนักเทรดที่ประสบความสำเร็จบางรายที่มีชุมชนแบบจ่ายค่าบริการที่มีคุณภาพ พร้อมบริการเพิ่มเติมอื่นๆ เช่น ข้อมูลตลาดแบบพิเศษ คุณแค่ต้องระวังเป็นพิเศษว่าจะจ่ายเงินให้กับใคร เนื่องจากกลุ่มสำหรับการเทรดที่ต้องจ่ายเงินส่วนใหญ่มักจะพยายามหาผลประโยชน์จากนักเทรดหน้าใหม่


Pump and Dump (P&D) คืออะไร

Pump and Dump เป็นวิธีการที่เกี่ยวกับการปั๊มราคาของสินทรัพย์ผ่านข้อมูลเท็จ เมื่อราคาเพิ่มสูงขึ้นมาก (“ปั๊ม”) ผู้กระทำผิดก็จะขาย (“ทิ้ง”) ถุงที่ซื้อมาถูกๆ ในราคาที่สูงขึ้นมาก


รูปแบบปกติของราคาของ Pump and Dump Scheme


วิธี Pump and Dump เกิดขึ้นมาในตลาดคริปโทเคอร์เรนซี โดยเฉพาะในตลาดขาขึ้น ระหว่างนี้ นักลงทุนที่ด้อยประสบการณ์หลายรายเข้าสู่ตลาด และคิดว่าสามารถใช้ประโยชน์จากสถานการณ์ได้ง่ายๆ การฉ้อโกงลักษณะนี้พบได้บ่อยในคริปโทเคอร์เรนซีที่มี Market Capน้อย เนื่องจากโดยทั่วไปแล้วราคาจะเพิ่มขึ้นเนื่องจากตลาดเหล่านี้มีสภาพคล่องต่ำ

วิธี Pump and Dump มักจัดโดย “กลุ่ม Pump and Dump” เอกชนที่สัญญาว่าจะมอบผลตอบแทนง่ายๆ ให้กับผู้ที่เข้าร่วม (มักจะมีค่าธรรมเนียม) อย่างไรก็ตาม สิ่งที่มักเกิดตามมาก็คือผู้เข้าร่วมถูกหลอกใช้ประโยชน์โดยกลุ่มที่เล็กกว่าที่สร้าง Position ของตนแล้ว

ในตลาดดั้งเดิม ผู้คนสามารถถูกเอาผิดในการสนับสนุน Pump and Dump ได้และถูกปรับเงินจำนวนมาก



ต้องการเริ่มต้นซื้อขายคริปโทเคอร์เรนซีใช่ไหม? ซื้อ Bitcoin บน Binance!



ฉันควรสมัคร Airdrop ของคริปโทเคอร์เรนซีหรือไม่

อาจจะ แต่ควรใช้ความระมัดระวังให้มาก! Airdrop เป็นวิธีใหม่ในการกระจายคริปโทเคอร์เรนซีไปยังผู้คนมากขึ้น Airdrop สามารถเป็นวิธีที่ยอดเยี่ยมในการดำเนินการให้แน่ใจว่าคริปโทเคอร์เรนซีนั้นไม่รวมอยู่ที่ศูนย์กลางในมือของผู้ถือไม่กี่คน ผู้ถือที่หลากหลายสำคัญอย่างยิ่งสำหรับเครือขายที่ดีและมีการกระจายอำนาจ

อย่างไรก็ตาม ในโลกนี้ไม่มีอะไรฟรี จริงๆ ก็อาจมีได้บ้างถ้าคุณโชคดีสุดๆ แต่โดยปกติแล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือผู้โปรโมท Airdrop จะพยายามใช้ประโยชน์จากคุณ หรือต้องการสิ่งตอบแทนบางอย่าง

พวกเขาจะขออะไร “สินทรัพย์” ที่พบได้บ่อยๆ เพื่อเป็นสิ่งตอบแทน Airdrop ก็คือข้อมูลส่วนตัวของคุณ ข้อมูลส่วนตัวของคุณมีค่า $10-50 ในรูปคริปโทเคอร์เรนซีหรือไม่ นี่เป็นตัวเลือกของคุณ แต่อาจมีวิธีที่ดีกว่าในการหารายได้รอง โดยไม่ต้องเอาความเป็นส่วนตัวและข้อมูลส่วนตัวของคุณไปเสี่ยง นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมคุณต้องระวังให้มากเมื่อคิดจะสมัคร Airdrop ของคริปโทเคอร์เรนซี


ข้อคิดปิดท้าย

เราได้เรียนรู้ไปไม่น้อยเลยใช่ไหม การเริ่มต้นซื้อขายคริปโทเคอร์เรนซีอาจดูเหมือนเป็นงานยาก เพราะมีแนวคิดต่างๆ ให้ต้องเรียนรู้มากมาย เราหวังว่าคู่มือนี้จะช่วยให้คุณรู้สึกมันใจเพิ่มมากขึ้นในการเทรดคริปโต

อย่างไรก็ตาม มีสิ่งต่างๆ ให้ต้องเรียนรู้อีกมาก ซึ่งเป็นเหตุผลให้เราสร้างแพลต์ฟอร์ม Q&A โดยเฉพาะสำหรับคริปโทเคอร์เรนซี หากคุณมีคำถามเพิ่มเติมเกี่ยวกับการซื้อขายคริปโทเคอร์เรนซี, เทคโนโลยี Blockchain, การเข้ารหัสคริปโต หรือหัวข้อที่เกี่ยวข้องอื่นๆ ลองโพสต์แล้วชุมชนจะช่วยตอบคำภามของคุณ! แล้วเจอกันที่นั่น