คู่มือกลยุทธ์การเทรดคริปโตเคอร์เรนซีสำหรับมือใหม่
สารบัญ
บทนำ
กลยุทธ์การเทรดคืออะไร
กลยุทธ์การเทรดแบบ Active
กลยุทธ์การลงทุนแบบ Passive
ข้อคิดส่งท้าย
คู่มือกลยุทธ์การเทรดคริปโตเคอร์เรนซีสำหรับมือใหม่
หน้าหลักบทความ
คู่มือกลยุทธ์การเทรดคริปโตเคอร์เรนซีสำหรับมือใหม่

คู่มือกลยุทธ์การเทรดคริปโตเคอร์เรนซีสำหรับมือใหม่

มือใหม่
Published Jun 19, 2020Updated Aug 18, 2021
9m

บทนำ

มีแนวทางในการทำกำไรจากการเทรดคริปโตเคอร์เรนซีมากมาย กลยุทธ์การเทรดช่วยให้คุณจัดระเบียบเทคนิคต่างๆ ให้เป็นกรอบการดำเนินการที่คุณสามารถทำตามได้ ด้วยวิธีนี้คุณจะสามารถติดตามผลได้อย่างต่อเนื่องและเพิ่มประสิทธิภาพให้กับกลยุทธ์สำหรับคริปโตเคอร์เรนซีของคุณ
สองแนวคิดหลักที่คุณต้องพิจารณาเมื่อต้องการสร้างกลยุทธ์การเทรดก็คือการวิเคราะห์ทางเทคนิค (Technical Analysis: TA) และการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน (Fundamental Analysis: FA) เราจะแยกว่ากลยุทธ์ต่างๆ ตรงตามเเนวคิดใด แต่ก่อนอื่น คุณต้องเข้าใจความแตกต่างระหว่างสองคอนเซ็ปต์นี้
เนื่องจากมีกลยุทธ์การเทรดมากมาย เราจะกล่าวถึงเพียงบางกลยุทธ์ที่ใช้กันบ่อยเท่านั้น บทความนี้จะเน้นไปที่กลยุทธ์เทรดคริปโตเคอร์เรนซี อย่างไรก็ตาม กลยุทธ์ที่ว่ายังอาจนำไปใช้กับสินทรัพย์ทางการเงินอื่นๆ ได้ เช่น Forex, หุ้น, Options หรือโลหะมีค่าอย่างทองคำ เป็นต้น

ดังนั้น หากคุณต้องการสร้างกลยุทธ์การเทรดของตัวเองแล้ว บทความนี้จะช่วยให้ข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับแนวทางการเก็งกำไรในตลาดคริปโต คุณจะมีโอกาสบรรลุเป้าหมายการเทรดและการลงทุนได้มากกว่าหากมีกลยุทธ์การเทรดที่เหมาะสม


กลยุทธ์การเทรดคืออะไร

เราสามารถอธิบายได้ว่ากลยุทธ์การเทรดก็คือแผนการเทรดทั้งหมดของคุณ โดยเป็นกรอบดำเนินการที่คุณสร้างขึ้นเพื่อเป็นแนวทางการเทรดทั้งหมดของคุณ

นอกจากนี้ แผนการเทรดยังสามารถช่วยลดความเสี่ยงทางการเงินได้ เนื่องจากจะช่วยลดการตัดสินใจที่ไม่จำเป็นจำนวนมาก แม้กลยุทธ์การเทรดจะไม่ใช่ข้อบังคับที่คุณต้องมี แต่สิ่งนี้จะช่วยคุณได้อย่างมากในบางสถานการณ์หากเกิดกรณีไม่คาดคิดขึ้นในตลาด (และสิ่งไม่คาดคิดนี้ย่อมเกิดขึ้นแน่) แผนการเทรดของคุณควรกำหนดว่าคุณจะตอบสนองต่อสถานการณ์ต่างๆ อย่างไร โดยไม่ใช้อารมณ์ของคุณ กล่าวคือ การมีแผนการเทรดจะช่วยให้คุณเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการ์ณต่างๆและผลลัพธ์แบบต่างๆที่อาจเกิดขึ้นได้ พร้อมช่วยให้คุณหลีกเลี่ยงการตัดสินใจอย่างเร่งรีบและหุนหันพลันแล่นซึ่งมักจะนำไปสู่ความสูญเสียทางการเงินครั้งใหญ่

กลยุทธ์การเทรดอาจรวมถึงตัวอย่างข้อมูลดังต่อไปนี้

นอกจากนี้ แผนการเทรดของคุณอาจรวมถึงข้อกำหนดทั่วไปอื่นๆ แม้กระทั่งรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ได้ ตัวอย่างเช่น คุณสามารถกำหนดว่าจะไม่เทรดในทุกวันศุกร์ หรือจะไม่เทรดหากคุณรู้สึกเหนื่อยหรือง่วงอยู่ หรือคุณสามารถกำหนดตารางการเทรดได้ เพื่อให้ซื้อขายเฉพาะในบางวันที่กำหนดไว้เท่านั้น กำหนดว่าคุณจะเช็คราคา Bitcoin ระหว่างวันหยุดสุดสัปดาห์หรือไม่ กำหนดว่าต้องปิด Position ของคุณก่อนวันหยุดสุดสัปดาห์ทุกครั้ง คุณสามารถรวมแนวปฏิบัติที่เฉพาะสำหรับคุณในลักษณะนี้ไว้ในกลยุทธ์การเทรดได้
คุณสามาระยืนยันและทดสอบการวางแผนกลยุทธ์ของคุณโดยการทำ Backtesting (การจำลองกลยุทธ์การเทรดของคุณโดยใช้ข้อมูลการตลาดในอดีต) หรือ Forward Testing (การจำลองกลยุทธ์การเทรดของคุณโดยใช้ข้อมูลการตลาดในปัจจุบัน) ตัวอย่างเช่น คุณสามารถเทรดแบบจำลองใน Binance Futures Testnet ได้

ในบทความนี้ เราจะมาดูกลยุทธ์การเทรด 2 ประเภท ได้แก่ Active และ Passive

ดังที่คุณจะได้เห็นต่อจากนี้ นิยามของกลยุทธ์การเทรดเหล่านี้ไม่เข้มงวดและมีจุดที่เหมือนกันอยู่ จริงๆ แล้ว เราควรพิจารณาแนวทางผสมด้วยการผสมผสานกลยุทธ์ต่างๆ เข้าไว้ด้วยกัน


กลยุทธ์การเทรดแบบ Active

กลยุทธ์แบบ Active อาศัยเวลาและความใส่ใจมากกว่า เราเรียกกลยุทธ์นี้ว่า Active ก็เพราะต้องมีการเฝ้าติดตามและบริหารจัดการพอร์ตเป็นประจำ


Day Trading

Day Trading น่าจะเป็นกลยุทธ์การเทรดแบบ Active ซึ่งเป็นที่รู้จักมากที่สุด หลายคนมักจะเข้าใจผิดว่า Active Trader ทุกคนต้องเป็น Day Trader ด้วย จริงๆแล้วต่างกัน

Day Trading คือกลยุทธ์ที่เกี่ยวกับการเข้าและออกจาก Position ในวันเดียวกัน ดังนั้น Day Trader จึงตั้งเป้าที่จะใช้ประโยชน์จากความเคลื่อนไหวของราคาในหนึ่งวัน (Intraday) กล่าวคือ ความเคลื่อนไหวของราคาที่เกิดขึ้นภายในหนึ่งวันของการเทรด

คำว่า "Day Trading" มาจากตลาดแบบดั้งเดิมซึ่งจะเปิดการซื้อขายเฉพาะในช่วงเวลาที่กำหนดเท่านั้น ดังนั้น Day Trader จะไม่เปิด Position ไว้ข้ามคืนและจะปิด Position ก่อนการซื้อขายหยุดลงในตลาดเหล่านั้น

แพลตฟอร์มการเทรดสกุลเงินดิจิทัลส่วนใหญ่เปิดตลอด 24 ชั่วโมง 365 วันต่อปี ดังนั้น Day Trading จึงถูกนำไปใช้ในบริบทที่ต่างออกไปสำหรับตลาดคริปโต Day Trading มักจะหมายถึงสไตล์การเทรดระยะสั้น ซึ่งนักเทรดเข้าและออกจาก Position ในกรอบเวลา 24 ชั่วโมงหรือน้อยกว่า

Day Trader มักจะใช้ Price Action และการวิเคราะห์ทางเทคนิค (Technical Analysis) เพื่อสร้างแผนการเทรดของตน นอกจากนี้ นักเทรดยังอาจใช้เทคนิคอื่นๆ อีกมากมายเพื่อหาจุดที่ตลาดขาดประสิทธิภาพหรือ Inefficiency ในตลาด
นักเทรดบางรายอาจพบว่า Day Trading ในตลาดคริปโตเคอร์เรนซีนั้นสามารถทำกำไรได้มาก แต่ก็มักจะมาพร้อมความเครียด จึงต้องอาศัยการดูแลจัดการมากและมีความเสี่ยงสูง ดังนั้น Day Trading จึงเป็นกลยุทธ์ที่แนะนำสำหรับนักเทรดที่มีความเชี่ยวชาญแล้วในระดับหนึ่ง


Swing Trading

Swing Trading คือกลยุทธ์การเทรดที่มีระยะยาวขึ้นโดยการถือครอง Position เป็นเวลามากกว่าหนึ่งวัน แต่มักจะไม่เกิน 2-3 สัปดาห์หรือหนึ่งเดือน โดยในบางแง่มุมนั้นอาจมองได้ว่า Swing Trading อยู่ระหว่างกลยุทธ์แบบ Day Trading และ Trend Trading

Swing Trader มักจะพยายามใช้ประโยชน์จากจังหวะที่ตลาดเกิดความผันผวนซึ่งกินเวลาหลายวันไปจนถึงหลายสัปดาห์ Swing Trader อาจผสมผสานการใช้ปัจจัยทางเทคนิคและปัจจัยพื้นฐานเพื่อสร้างแผนการเทรดของตน โดยปกติแล้วการเปลี่ยนแปลงที่มีผลต่อตลาดอาจใช้เวลานานกว่าที่จะคิด และนี่คือจุดที่การวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานหรือ Fundamental Analysis เข้ามามีบทบาท อย่างไรก็ดี รูปแบบกราฟ (Chart Pattern) และอินดิเคเตอร์ทางเทคนิค (Technical Indicator) ก็สามารถมีบทบาทสำคัญในกลยุทธ์ Swing Trading ได้เช่นกัน

Swing Trading อาจเป็นกลยุทธ์การเทรดแบบ Active ที่เหมาะที่สุดสำหรับนักเทรดมือใหม่ ประโยชน์ที่สำคัญของ Swing Trading ซึ่งเหนือกว่า Day Trading ก็คือ Swing Trading นั้นอาศัยเวลานานกว่าที่จะเห็นผล แต่ก็ไม่นานเกินไปเพื่อให้คุณติดตามการเทรดได้ไม่ยากนัก

เวลาที่เพิ่มมานี้ช่วยให้นักเทรดมีเวลามากขึ้นในการพิจารณาการตัดสินใจของตน ในกรณีส่วนมาก นักเทรดจะมีเวลาเพียงพอในการตอบสนองต่อผลของการเทรดที่เริ่มปรากฏขึ้น การตัดสินใจสำหรับกลยุทธ์ Swing Trading นั้นมีความเร่งรีบน้อยกว่า และสามารถใช้เหตุผลประกอบการตัดสินใจได้มากกว่า ในทางกลับกัน Day Trading มักต้องอาศัยการตัดสินใจและการดำเนินการที่รวดเร็ว ทำให้ไม่เหมาะกับมือใหม่นัก


Trend Trading

Trend Trading หรือที่บางครั้งเรียกว่า Position Trading นั้นเป็นกลยุทธ์ที่เกี่ยวข้องกับการถือครอง Position ในระยะเวลาหนึ่ง โดยมักจะกินเวลาอย่างน้อย 2-3 เดือน ดังที่เห็นได้จากชื่อเรียกกลยุทธ์ Trend Trader จะพยายามใช้ประโยชน์จากทิศทางของแนวโน้มตลาด Trend Trader อาจเข้าสู่ Long Position ในช่วง Uptrend (แนวโน้มขาขึ้น) และ Short Position ในช่วง Downtrend (แนวโน้มขาลง)

Trend Trader มักจะใช้การวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน (Fundamental Analysis) แต่ก็ไม่เสมอไป การวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานจะพิจารณาถึงเหตุการณ์ที่อาจใช้เวลานานก่อนจะแสดงผล และนี่คือการเคลื่อนไหวที่ Trend Trader พยายามใช้ประโยชน์
กลยุทธ์ Trend Trading ถือว่าสินทรัพย์อ้างอิง (Underlying Asset) จะเคลื่อนที่ต่อเนื่องไปตามเทรนด์ อย่างไรก็ตาม Trend Trader ยังต้องพิจารณาโอกาสที่เทรนด์จะกลับตัวด้วย (Trend Reversal) ดังนั้น Trend Trader อาจจะมีการใช้ Moving Average (เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่), Trend Line (เส้นแนวโน้ม) และอินดิเคเตอร์ทางเทคนิคอื่นๆ ไว้ในกลยุทธ์การเทรดเพื่อพยายามเพิ่มอัตราความสำเร็จและลดความเสี่ยงทางการเงิน
Trend Trading อาจเหมาะกับนักเทรดมือใหม่หากได้ทำการตรวจสอบวิเคราะห์ก่อนลงทุน (Due Diligence) และบริหารจัดการความเสี่ยงอย่างเหมาะสมแล้ว


Scalping

Scalping ถือเป็นหนึ่งในกลยุทธ์การเทรดที่เร็วที่สุด Scalper จะไม่ใช้ประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่หรือแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นในระยะยาว แต่กลยุทธ์นี้จะโฟกัสไปที่การแกว่งตัวสั้นๆ ของราคาแบบซ้ำๆ ตัวอย่างเช่น การทำกำไรจาก Bid-Ask Spread, ช่องว่างในสภาพคล่อง หรือจุดที่ขาดประสิทธิภาพอื่นๆ (Inefficiency) ในตลาด
สาย Scalper จะไม่ตั้งเป้าเพื่อถือครอง Position ในระยะยาว โดยเราจะเห็น Scalp Trader เปิดและปิด Position ในช่วงไม่กี่วินาทีเท่านั้นเป็นเรื่องปกติ ด้วยเหตุนี้ หลายคนจึงเห็นว่า Scalping มีความเกี่ยวข้องกับ High-Frequency Trading (HFT)
Scalping อาจเป็นกลยุทธ์ที่สร้างผลตอบแทนได้สูงหากนักเทรดหา Inefficiency ในตลาดที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าและใช้ประโยชน์จากจุดนี้ได้ นักเทรดสามารถทำกำไรเล็กๆ น้อยๆ ได้ในแต่ละครั้ง ซึ่งอาจสะสมเป็นกำไรจำนวนมากเมื่อเวลาผ่านไป โดยทั่วไปแล้ว Scalping จะเหมาะกับตลาดที่มีสภาพคล่องสูง ซึ่งการเข้าและออกจาก Position นั้นสามารถทำได้ค่อนข้างราบรื่นและคาดการณ์ได้
Scalping ถือเป็นกลยุทธ์การเทรดขั้นสูงที่ซับซ้อนและไม่แนะนำสำหรับนักเทรดที่เพิ่งเริ่มต้น กลยุทธ์นี้ยังต้องอาศัยความเข้าใจกลไกตลาดที่ลึกซึ้งอีกด้วย นอกจากนี้ โดยทั่วไปแล้ว Scalping จะเหมาะกับนักเทรดรายใหญ่ (Whale) มากกว่า เพราะเป้าหมายกำไรเป็นเปอร์เซ็นต์มักจะน้อย ดังนั้นจึงเหมาะกับการเทรด Position ขนาดใหญ่มากกว่า


หากคุณต้องการลองเทรดคริปโตเคอร์เรนซี ลงทะเบียนกับ Binance แล้วเราจะแนะนำวิธีการซื้อ BTC ให้คุณ 


กลยุทธ์การลงทุนแบบ Passive

กลยุทธ์การลงทุนแบบ Passive ช่วยให้คุณประหยัดเวลาเพราะไม่ต้องลงมือจัดการพอร์ตด้วยตนเองตลอดเวลา แม้ว่าจะมีความแตกต่างระหว่างกลยุทธ์การเทรดและการลงทุน แต่โดยสรุปแล้ว การเทรดนั้นก็หมายถึงการซื้อและขายสินทรัพย์เพื่อหวังทำกำไร


Buy and Hold

"Buy and Hold" เป็นกลยุทธ์การลงทุนแบบ Passive ที่นักเทรดจะซื้อสินทรัพย์ด้วยความตั้งใจที่จะถือครองไว้เป็นเวลานาน โดยไม่คำนึงถึงการปรับตัวขึ้นลงของตลาด

กลยุทธ์นี้มักจะใช้ในพอร์ตการลงทุนระยะยาว โดยให้ความสำคัญกับความต้องการเข้าสู่ตลาดโดยไม่คำนึงถึงจังหวะเวลา แนวคิดที่อยู่เบื้องหลังกลยุทธ์นี้ก็คืราคาที่เข้าสู่ตลาดนั้นจะไม่ได้รับผลกระทบมากเมื่ออยู่กรอบเวลาที่นานพอ

ส่วนใหญ่แล้ว กลยุทธ์ Buy and Hold จะอาศัยการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน (Fundamental Analysis) และมักจะไม่มีอินดิเคเตอร์ทางเทคนิค (Technical Indicator) เข้ามาเกี่ยวข้อง รวมทั้งไม่จำเป็นต้องอาศัยการเฝ้าติดตามผลงานของพอร์ตบ่อยๆ นักเทรดสามารถเลือกให้ความสนใจเป็นครั้งคราวก็พอ
แม้ว่า Bitcoin และคริปโตเคอร์เรนซีจะเพิ่งถือกำเนิดขึ้นในช่วง 10 กว่าปีที่ผ่านมาเท่านั้น แต่การ HODL ก็สามารถนับมาเปรียบเทียบกับกลยุทธ์ Buy and Hold ได้ อย่างไรก็ตาม คริปโตเคอร์เรนซีนั้นถือเป็นกลุ่มสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงและผันผวน ขณะที่การ Buy and Hold สำหรับ Bitcoin จะเป็นกลยุทธ์ที่รู้จักกันดีในวงการคริปโตเคอร์เรนซี แต่กลยุทธ์นี้อาจไม่เหมาะสำหรับคริปโตเคอร์เรนซีอื่นๆ


Index Investing (การลงทุนดัชนี)

โดยทั่วไปแล้ว Index Investing หมายถึงการซื้อ ETF (Exchange Traded Fund) และดัชนีต่างๆ ในตลาดซื้อขายแบบดั้งเดิม แต่ผลิตภัณฑ์ในประเภทนี้ก็มีให้บริการในตลาดคริปโตเคอร์เรนซีด้วย ทั้งในตลาดแลกเปลี่ยนคริปโตเคอร์เรนซีแบบรวมศูนย์กลาง (Centralized) และในวงการ Decentralized Finance (DeFi)
แนวคิดเกี่ยวกับดัชนีคริปโตก็คือการนำเอาตะกร้า (Basket) ของสินทรัพย์คริปโตมาสร้างโทเค็นที่ติดตามผลงานโดยรวมของสินทรัพย์เหล่านี้ ตะกร้านี้อาจประกอบไปด้วยเหรียญประเภทเดียวกัน เช่น Privacy Coin (เหรียญที่ปกปิดข้อมูลการทำธุรกรรมของผู้ใช้) หรือ Utility Token (โทเค็นเพื่อการใช้ประโยชน์ในสินค้าและบริการ) หรืออาจเป็นเหรียญประเภทอื่นๆ ก็ได้ ตราบใดที่มี Price Feed หรือข้อมูลราคาที่เชื่อถือได้ โดยโทเค็นเหล่านี้ส่วนใหญ่ต้องอาศัย Blockchain Oracle หรือบริการของบุคคลที่สามที่จัดหาข้อมูลให้กับ Smart Contract
นักลงทุนสามารถใช้ประโยชน์จากดัชนีคริปโตได้ ตัวอย่างเช่น พวกเขาสามารถลงทุนในดัชนี Privacy Coin แทนการเลือก Privacy Coin ทีละรายการ ด้วยวิธีนี้ นักลงทุนสามารถเดิมพันกับประเภท Privacy Coin โดยรวมและกำจัดความเสี่ยงจากการเดิมพันกับเหรียญเดียว
การลงทุนดัชนีโทเค็นหรือ Tokenized Index Investing น่าจะได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ในช่วงหลายปีข้างหน้า เพราะช่วยให้นักเทรดสามารถลงทุนกับอุตสาหกรรมบล็อกเชนและตลาดคริปโตเคอร์เรนซีแบบไม่ต้องลงแรงมากได้


ข้อคิดส่งท้าย

การสร้างกลยุทธ์เพื่อเทรดคริปโตที่เหมาะกับเป้าหมายทางการเงินและสไตล์ส่วนตัวของคุณนั้นไม่ใช่งานง่าย แต่เราหวังว่าคุณจะสามารถหากลยุทธ์ที่เหมาะกับตัวเองได้หลังจากได้ทำความรู้จักกับกลยุทธ์การเทรดคริปโตยอดนิยมบางส่วนในบทความนี้

คุณควรทำตามกลยุทธ์การเทรดที่เลือกอย่างเคร่งครัดและติดตามผลอย่างใกล้ชิด เพื่อให้ทราบว่าแผนไหนได้ผลและไม่ได้ผลบ้าง นอกจากนี้ การเก็บบันทึกข้อมูลการเทรดก็มีประโยชน์เพื่อช่วยให้คุณวิเคราะห์ผลงานของแต่ละกลยุทธ์ได้

แต่อย่าลืมว่า คุณไม่จำเป็นต้องทำตามกลยุทธ์เดิมตลอดไป หากคุณมีข้อมูลและประวัติการเทรดที่เพียงพอแล้ว คุณควรแก้ไขและปรับเปลี่ยนวิธีการเทรดของคุณด้วย กล่าวคือ กลยุทธ์การเทรดของคุณควรได้รับการปรับปรุงอย่างต่อเนื่องเมื่อคุณมีประสบการณ์มากขึ้น

การจัดสรรส่วนต่างๆ ในพอร์ตของคุณสำหรับแต่ละกลยุทธ์ที่คุณใช้ก็อาจมีประโยชน์เช่นกัน เนื่องจากจะช่วยให้คุณติดตามผลงานของแต่ละกลยุทธ์ได้ พร้อมกับบริหารจัดการความเสี่ยงอย่างเหมาะสมไปพร้อมๆ กัน
หากคุณต้องการอ่านข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการจัดการพอร์ต โปรดดูที่บทความทำความเข้าใจเกี่ยวกับการจัดสรรสินทรัพย์และการกระจายการลงทุน